Thai Police Shooting Club
อาทิตย์ 21 ธันวาคม 2014, 02:24:19 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว:
สว.มาร์ช  ตัวแทนประเทศไทย   ไป World Shoot XVI
  ประเภท Production 2011
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1] 2
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ประวัติของปืน  (อ่าน 21717 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
เจษ สยป.ตร.
Moderator
Sr. Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 430


www.jeasada.spaces.live.com


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« เมื่อ: พุธ 28 มกราคม 2009, 17:26:32 »

คาร์บายน์

คัดลอกจาก Holland & Holland ที่ไม่ใส่เกือกไม้ www.gunsandgames.com โดย คุณ FABBRI
http://www.gunsandgames.com/smf/index.php?topic=60400.0


ต่อหน้าบัลลังก์ศาล ต่อหน้าท่านตุลาการ ต่อหน้าท่ามกลางผู้นั่งฟังทั้งมวล ชายหนุ่มวัย 20 ร่างสูง ทรงสง่า หน้าตาซีดเซียว ขาวซีด ใจสั่น หูอื้อ ตาลาย ยืนหายใจแผ่วเบา สงบนิ่งไม่ไหวติงอยู่นั้น คือใคร เขา หนึ่งในผู้ยิ่งใหญ่แห่งวงการอาวุธ
วันนี้คือวันตัดสินชะตากรรมครั้งแรก ครั้งสำคัญ ครั้งใหญ่ ครั้งหนึ่งในชีวิตของ “เดวิด มาร์แชลล์ วิลเลียมส์” (David Marshall Williams) วันนี้คือวันสุดท้ายแห่งอิสรภาพ ซึ่งเขาได้ใช้หมดไปในวัย “รุ่นกะทง”
มาร์ช วิลเลี่ยมส์ มีอายุได้ 20 ปีแต่ยังไม่บริบูรณ์ ในขณะเมื่อครั้งเขายืนฟังคำพิพากษาโทษตัดสินให้ใช้ชีวิตอยู่ต่อไปในเรือนจำเป็นกำหนดเวลา 30 ปี ที่ค่ายคุมอบรมหมายเลขหนึ่งใน North Carolina, Penitentiary.
ตลอดระยะตั้งแต่จำความได้เสมอมา มิมีผู้ใด ใครจะนึกคิดคาดฝันว่าดวงชะตาของเขาจะกลับกลอกหลอกล่อให้ตกตมจมลึกลงไปโดยปราศจากสิ่งใดจะหน่วงรั้งยึดเหนี่ยว จนถึงที่สุดดังเช่นได้เห็นต่อหน้า ตลอดกันในครั้งนี้
แต่ในเวลาปัจจุบันขณะเขียนบทความ ตัวของเดวิดเองและเพื่อนของเขาพร้อมทั้งบุคคลทั่วไป มีความดีใจและกล่าวว่า “เดวิดโชคดีที่ติดตะราง” !
เมื่อได้เข้ามาอยู่ในค่ายราชภัณฑ์ ความคิดอันเป็นนิสัยติดตัวมาแต่เยาว์วัยในเรื่องเครื่องกลไกของอาวุธปืนก็ค่อยรื้อฟื้นตื่นขึ้น ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีก็พลันปรากฏให้เห็นชัดเด่น ความบ้าบิ่นใจร้อนค่อยๆ ลดละอายหายสิ้นไป ความสุขุมสงบเสงี่ยมเจียมใจก็พูนพอกเพิ่มทวีขึ้น จนเป็นที่ไว้เนื้อเชื่อใจของนายทำมะรงทุกคน จนสามารถได้รับอนุญาตให้คิดประดิษฐ์และทดลองปืนไรเฟิลโอโตเมติคได้ในขอบเขตของบริเวณเรือนจำตามแต่เขาจะปรารถนา เพื่อการพิสูจน์ผลใช้ของปืนซึ่งกำลังปรับปรุงอยู่ นอกจากปืนคาร์บายน์แล้ว เดวิดยังสามารถคิด “รังเพลิงอิสระ” (The Williams floating chamber) ซึ่งจะได้กล่าวต่อไปเป็นการประดับความรู้ไว้ในตอนหลัง
เดวิดใช้ชีวิตอยู่ในค่ายกักกันอย่างแท้จริงไม่ถึง 10 ปี ก็ได้รับอภัยโทษปลดปล่อยให้เป็นอิสระ เขาย่อมจะรู้สึกดีใจไม่มีใดเทียบเปรียบปาน เพราะเขาเองก็มองเห็นอนาคตอันรุ่งโรจน์ในทางสุจริตกำลังรอรับอยู่แล้ว เขาได้เห็นทางทำมาหากินอย่างตลอดปลอดโปร่งในวงการธุรกิจอันยิ่งใหญ่ในด้านการค้นคิดประดิษฐ์แบบอาวุธ
นักค้นคิดเขียนแบบทั้งหลายของโรงงานสร้างอาวุธทั้งใหญ่และเล็กทั่งไปและของกรมกองทางราชการ เป็นผู้ซึ่งได้ผ่านการการศึกษาในวิชาเขียนแบบอย่างดีที่ถูกเลือกเฟ้นมาแล้วทั้งสิ้น เขาทั้งหลายทำงานร่วมกันเป็นระเบียบ เป็นหมู่ เป็นกลุ่ม เป็นคณะ เป็นทีม เมื่อพวกเขาได้ช่วยกันคิดค้นประดิษฐ์เครื่องจักรชิ้นใดได้ เขาก็ร่วมกันเขียนแบบขึ้นมา แล้วนำไปยังแผนกช่างโลหะเพื่อทำการผลิตเป็นตัวจักรโลหะให้เพื่อใช้ทดลอง การค้นคิดแบบนี้ค่อยๆคืบหน้าต่อไป บางครั้งต้องใช้เวลาเป็นแรมปีหรือหลายๆ ปีจนกว่าจะเรียบร้อยบริบูรณ์ เป็นตัวปืนพร้อมเพื่อการสร้าง ดังนั้นปืนทั้งหลายส่วนมากซึ่งนำออกจำหน่ายในตลาดโลกปัจจุบันจึงเป็นผลิตภัณฑ์ที่ประกอบก่อขึ้นจากสมองของบุคคลหลายท่าน
แต่เดวิด ไม่เคยเข้าเรียนในโรงเรียนการช่างใดๆ เขาไม่เคยฝึกหัดเขียนร่างแบบมาเลยแต่อย่างใด ความรู้ของเขาก็เทียบเท่าชั้นมัธยมเท่านั้น และเขาก็ไม่ชอบการคิดที่ต้องอาศัยสมองของคนหลายคน เขาชอบเป็นตัวของตัวเอง ทำสิ่งต่างๆ ที่เขาคิดได้ด้วยมือของเขาเอง และเขาก็ไม่สนใจที่จะต้องไปศึกษาการช่าง เรียนเขียนแบบใหม่เพื่อให้เหมือนช่างคิดค้นทั้งหลาย
การคิดค้นคว้าคนเดียวในเรือนจำ เป็นการช่วยให้การศึกษาในเครื่องกลไกของอาวุธของเขาเจริญงอกงามอย่างแตกฉาน ผลงานที่เขาคิดได้ก็เป็นสิ่งใหม่ที่สุดในโลกทีเดียว
โรงงาน “โคลท์” ได้จ่ายเงินให้ เพื่อขอเช่าสิทธิในการสร้าง “รังเพลิงอิสระ” ซึ่งใช้ในชุดอะไหล่ลูกกรดขนาด .25 L.R คู่กับปืนซูเปอร์และปืนพกขนาด 11 ม.ม โรงงานเรมิงตันก็ใช้ “รังเพลิง” อิสระแบบนี้ในการสร้างปืนไรเฟิลชนิดกึ่งอัตโนมัติหลายๆแบบด้วยกัน กรมสรรพาวุธกองทัพอเมริกาก็ขอเช่าซื้อแบบการสร้างรังเพลิงนี้เพื่อใช้ในการผลิตปืนกลอันสำคัญแบบหนึ่งเช่นกัน
ในปี ค.ศ. 1942 โรงงานวินเชสเตอร์ได้จ่ายเงินให้เขา $234,000 สำหรับเช่าใช้สิทธิในแบบเพื่อการสร้าง “สูบช่วงสั้น (The Willians short-stroke piston) ซึ่งใช้ในปืน “คาร์บายน์” M 1 จำนวนล้านๆกระบอกให้แก่รัฐบาลสหรัฐฯ
เดวิดผจญกับความยุ่งเหยิงและอุปสรรคอันหนักสุดในชีวิตยิ่งกว่าผู้ใด และก็ได้รับความมีชัยพร้อมด้วยทรัพย์ศฤงคารอันมหาศาลได้อย่างไร?
ต่อไป-คือคำเล่าซึ่งออกจากปากของเขาเอง
เดวิด มาร์แชลล์ วิลเลียมส์ (David Marshall Williams)
เกิดเมื่อวันที่ 31 พฤศจิกายน ค.ศ. 1900 บิดาเป็นผู้มีอาชีพทำฟาร์ม เป็นผู้มีฐานะดีผู้หนึ่งในมณฑล Chamberland ภาคเหนือของรัฐ Carolina. สถานที่กำเนิดของเขาอยู่ในบริเวณใกล้เมือง Godwin เมืองเล็กๆเมืองหนึ่งในสหรัฐฯ
บิดาของเดวิดเป็นผู้มีนิสัยดี เป็นที่น่าคบค้านับถือ เขาเป็นคนมีคุณธรรมสูง ยุติธรรม ชนชั้นที่เรากล่าวกันว่า “ได้ตัดซึ่งกิเลสหันเข้าหารสพระธรรมเป็นที่พึ่ง” เป็นบุคคลที่เกลียดคำผรุสวาท สบถสาบาน ไม่เคยดื่ม เพียงแต่สูบบุหรี่บ้างในบางโอกาสเท่านั้น เป็นคนกระตือรือร้นในการเข้าวัดเข้าวา สามารถเรียนรู้และเข้าใจพระคัมภีร์เป็นอย่างดี
เหมือนอย่างผู้มีจิตใจเป็นบิดาคนทั้งหลาย เขารู้สึกเสียใจเมื่อเดวิดได้เลิกล้มการศึกษาภายหลังการสอบไล่ได้ชั้น 7 แต่ก็มิรู้จะกระทำอย่างไร เพราะนิสัยของเดวิดเกลียดการไปโรงเรียนและชอบการเที่ยวเตร่แต่อย่างเดียว การไม่เอาถ่านของเดวิดสุดที่จะแก้ไขได้ ทำให้เขาเศร้าใจอย่างสุดซึ้ง
“ลูกเราเลี้ยงได้แต่เพียงตัวเท่านั้น ความรู้สึกผิด-ชอบ ชั่ว-ดี เป็นบุพกรรมของเขาเองที่ทำมา” เดวิด เมื่อละทิ้งการศึกษาแล้ว ก็ท่องเที่ยวเรื่อยๆไปในป่า ในดง ในดอน ตลอดทุกที่ทุกตอนตามแต่จิตปรารถนาพร้อมด้วยปืนคู่มือซึ่งเป็นเพื่อนคู่ใจติดไปด้วย 1 กระบอก!
ปืนกระบอกนี้เป็นปืนสั้น “คอล์ทตราควาย” แบบประจุปากยิงได้ครั้งละนัด เป็นปืนซึ่งเขาได้คิดประดิษฐ์ขึ้นมาเอง ลำกล้องของปืนทำด้วยหลอดไม้อ้ออย่างแข็ง ใช้แผ่นไม้ธรรมดาเป็นด้ามและเป็นนกสับ อาศัยยางรัดของในท้องตลาดแทนสปริงดีดนก ใช้ตะปูเป็นหมุดแกนหมุนของนกซึ่งอยุ่ภายนอกด้านซ้ายของปืน เมื่อเหนี่ยวไก นกไม้จะตีหัวไม้ขีดเป็นประกายไปจุดดินในลำกล้อง (บรรจุดินเพียงเล็กน้อยซึ่งพอลำกล้องไม้อ้อจะทานแรงระเบิดได้) กระสุนที่ใช้เป็นลูกปรายนัมเบอร์ Buck Shot แกะออกมาจากกระสุนลูกซอง แล้วห่อกระดาษหลายชั้นปั้นให้กลมพอเหมาะที่จะอัดตัวอยู่ได้ในลำกล้องปืนโดยไม่หลุดร่วงไหลออกมาทางปากกระบอก
ปืนกระบอกนี้ เดวิดได้เก็บไว้เป็นที่ระลึกจนถึงเดี๋ยวนี้ มันสามารถปล่อยกระสุนลูกปรายดังกล่าวไปตีแผ่นไม้หนา 7/8 นิ้ว ให้แตกได้
ในตอนต้นปี ค.ศ. 1916 ซึ่งขณะนั้นอายุเขายังไม่ครบ 16 เขาได้สมัครใจไปใช้ชีวิตฝึกหัดในกองทัพเรือ ซึ่งได้ใช้เวลาในคราวนี้ถึงหนึ่งปีครึ่ง เมื่อกลับเข้าบ้านก็คิดตั้งโรงงานต้มกลั่นสุราขึ้นในป่าแห่งหนึ่งในระยะ 2-3 ไมล์ ไกลลึกเข้าไปจากบ้านของตนจนมีความชำนาญ มีชื่อเสียงโด่งดังและสามารถจ้างคนงานช่วยทำงานได้หลายคนเพื่อขยายกิจการกลั่นสุราทำการจำหน่ายให้แพร่หลายทั่วไป
เมื่อปี ค.ศ. 1919 ทางรัฐบาลเห็นว่าการจำหน่ายสุราอย่างฟุ่มเฟือยในชนบทบ้านเกิดของเดวิดควรระงับเสีย เพราะปรากฏว่าได้เกิดมีคดีอาชญากรรมรุดล้ำกำเริบเพิ่มทวีขึ้นเป็นลำดับ จึงได้ออกกฏหมายควบคุมการจำหน่าย และผลิตสุราโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นทางการโดยเด็ดขาดในปีต่อมา
คล้ายๆกันกับวิสัยปุถุชนธรรมดาสามัญทั้งหลาย เดวิดมิได้คิดคำนึงถึงผลร้ายอันจะเกิดขึ้นจากการฝ่าฝืนกฏหมาย และดูเหมือนว่ามิได้สนใจในกฏหมายที่ได้ตราขึ้นใหม่นั้นเลย เขาคงตั้งหน้าตั้งตาผลิตสุราเถื่อนออกจำหน่ายต่อไปโดยมิได้หยุดยั้ง
วันหนึ่งในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1920 ท่านนายอำเภอท้องถิ่น พร้อมทั้งข้าราชการภายใต้บังคับบัญชาพากันไปล้อมโรงต้มกลั่นของเดวิดเพื่อจะจับตัวเขาและพรรคพวกในฐานฝ่าฝืนกฏหมาย เนื่องจากเดวิดมิได้จัดหาผู้ใดให้คอยเป็นสายระวังเหตุไว้ เจ้าหน้าที่ทั้งหมดจึงเข้าไปได้จนถึงตัวเดวิดและพวกซึ่งมิได้คิดฝันว่าเหตุการณ์จะเป็นดังนี้ รู้สึกแปลกใจและตกใจเป็นอย่างยิ่งและเนื่องจากพวกเจ้าหน้าที่ดังกล่าวมิได้เข้าไปหาพวกเขาอย่างสุภาพ เพราะต่างคนต่างขู่คำรามกันเข้าใส่ ดังเช่นพวกเจ้าหน้าที่ชั้นเลวทั้งหลายชอบกระทำกันเป็นสันดานเสมอ จึงเกิดการต่อสู้กันอย่างชุลมุนวุ่นวาย สาดกระสุนเข้าใส่กันทั้งสองฝ่าย
ในขณะที่เล่ามาถึงตรงนี้ เดวิดพูดว่า “พวกเราตกใจกันที่สุดจริงๆ เป็นท่านเองก็เหมือนกัน มันกะทันหันเสียเหลือเกิน ไม่มีเวลาพอที่จะคิดอะไรได้ในขณะนั้น ! ”
ผลที่เกิดขึ้นในการต่อสู้ ผู้ช่วยนายอำเภอคนหนึ่งได้ถูกปืนยิงตาย ส่วนเดวิดและพรรคพวกต่างพากันหลบหนีรอดพ้นไปได้
เดวิดเองชำนาญป่าและรู้จักลู่ทางดีแล้ว จึงหนีออกมาได้อย่างปลอดภัย เมื่อเขารู้สึกเหนื่อยอ่อนก็หาพุ่มไม้ในทำเลเหมาะๆลอดตัวเข้าไปนอนพักอาศัยอย่างสบายตรงกลาง ถึงแม้พวกเจ้าหน้าที่จะผ่านมาอย่างใกล้ๆ ก็ไม่เห็น
เพื่อนของเขาหลายคนเคยเล่าให้ฟังว่า ถ้าเกิดเหตุการณ์อันร้ายแรงขึ้น ทางที่ดีคือการหนีเข้าป่าไปให้ลึกลับสุดกู่ไม่หันกลับมาเป็นดีที่สุด เขาตระหนักในกรณีที่เกิดขึ้นนี้ได้อย่างดีว่า ถ้าเขาถูกตัดสินเป็นผู้ร้ายฆ่าเจ้าพนักงาน นั่นก็หมายถึงการนั่งตายบนเก้าอี้ไฟฟ้าอย่างแน่นอน ทางที่ดีควรตัดสินใจสู้ตายดีกว่า
ในขณะนั้น เขามีทางหนีไปได้อย่างปลอดภัยทีเดียว หนีไปอยู่ทำมาหากินในเมืองอื่น โดยการเปลี่ยนแปลงชื่อเสียใหม่ก็อาจปลอดภัยตลอดกาล
แต่เป็นด้วยเหตุอันใดก็ไม่ทราบ และเขาเองก็ไม่เข้าใจ บางทีอาจเป็นเพราะส่วนลึกของหัวใจยังมีคุณธรรมอย่างสูงสถิตอยู่ เขาจึงไม่ปลีกตัวไปไกล และเตรียมเผชิญกับกฏหมายในทุกกรณี ในไม่ช้าก็ได้รับข่าวจากมารดาขอร้องให้มอบตัวแก่เจ้าหน้าที่เพื่อหาโอกาสต่อสู้คดี และเขาก็กระทำดังนั้น
ในคืนเดือนหงายวันหนึ่ง เขาตัดสินใจกลับบ้าน เขากล่าวว่า “คืนนั้นจันทร์เต็มดวง ซึ่งนักประพันธ์ทั่วไปมักจะใช้บรรยากาศเช่นนั้นบรรยายกล่อมอารมณ์ได้อย่างน่าชมคมคาย แต่สำหรับความงามของดวงจันทร์ในขณะนั้นไม่มีความหมาย ไม่มีเสน่ห์ที่จะดึงดูดใจเขาได้แต่อย่างใด
ข้อกล่าวหาซึ่งเดวิดได้รับนับได้ว่าอุกฉกรรจ์ ในการสืบพยานผู้ช่วยนายอำเภอคนหนึ่งได้ให้การสาบานว่า เขาได้เห็นเดวิดยิงผู้ช่วยคนนั้นตายต่อหน้าต่อตาเอง แต่คำให้การของเขาไม่ทำให้ขณะผู้พิพากษาทั้งหมดเชื่อถือได้ ในที่สุดขณะลูกขุนจึงให้เดวิดเลือกเอาว่าจะเต็มใจต่อสู้คดี ซึ่งจัดว่าเป็นขั้นอุกฉกรรจ์หรือจะยอมรับผิดโดยการผ่อนโทษให้เป็นสถานสองดีกว่า และนั่นก็คือเขายินดียอมใช้ชีวิตในค่ายกักกัน มีกำหนด 30 ปีดังกล่าว
เมื่อแรกเข้าไปอยู่ในค่ายกักกันใหม่ๆ เขาถูกใช้ให้ทำฟาร์มร่วมกับนักโทษสามัญ ซึ่งถูกแบ่งออกเป็นกลุ่มๆ อยู่ภายใต้การบัญชาของผู้คุมกลุ่มละคน ผู้คุมต่างคนต่างถือปืนไรเฟิลไว้เป็นประจำคนละกระบอกในขณะปฏิบัติงาน และตามจุดต่างๆที่สำคัญก็มีเจ้าหน้าที่ถือปืนยืนยามรักษาสถานการณ์ไว้
ปืนที่ใช้เป็นปืนกึ่งอัตโนมัติของโรงงานเรมิงตันขนาด .35 กระสุนที่ใช้เป็นกระสุนหัวรูหรือไม่ก็หัวอ่อนซึ่งเหมาะกับการล่ากวาง น้ำหนักของคนโดยทั่วไปอยู่ในมาตรฐานชั้นเดียวกับกวาง จึงถือกันว่าปืนแบบนี้เหมาะแก่การใช้ในกรณีนี้ด้วย
ครั้งหนึ่งด้วยความมีมนุษยธรรม เดวิดได้แนะนำผู้คุมว่ากระสุนที่ใช้อยู่นั้นเหมาะแก่การยิงสัตว์แต่อย่างเดียว ไม่สมควรที่จะนำมาใช้ในสถานการณ์เช่นนี้ ถูกแล้ว บางเวลาผู้คุมจำเป็นต้องกำจัดนักโทษด้วยปืน แต่ถึงอย่างไรก็ต้องมีจิตใจเป็นมนุษย์กันบ้าง เพราะเราเป็นคนด้วยกัน กระสุนชนิดนี้เมื่อยิงไปถ้าไม่ถูกที่สำคัญก็เป็นการทรมานอันไร้มนุษยธรรมอย่างสิ้นดี
ด้วยคำกล่าวเช่นนี้ เขาถูกนำไปขังเดี๋ยวเป็นเวลาหนึ่งเดือนในห้องมืด ด้วยการทรมารจำกัดอาหารให้ลดลงเหลือเพียงขนมปัง 2 ก้อนและน้ำ 2 ถ้วยเป็นประจำทุกๆวัน เดวิดก็ไม่ขัดขืนกลับยอมรับปฏิบัติตามด้วยดี
คำพูดของเดวิดมีเหตุผลทำให้ผู้คุมได้คิด ความประพฤติของเดวิดตลอดเสมอมาก็ดี การถูกทัณฑทรมานครั้งนี้ก็ยอมรับอย่างเต็มใจ ทำให้ผู้คุมทั้งหลายมีความไว้ใจเขามากขึ้น เขาจึงถูกย้ายให้ไปอยู่ในแผนกช่างเหล็กซึ่งเป็นงานในร่มของเรือนจำ มีหน้าที่สกัดตรวนออกเพื่อปล่อยให้นักโทษอาบน้ำชำระกายได้อย่างสบายทุกๆเย็นวันเสาร์ และทำการตอกตรวนเข้าใหม่ดังเดิมภายหลังจากอาบน้ำเรียบร้อย
นักโทษหลายคนในคุกพยายามหลบหนีทุกวิถีทาง เดวิดเองเป็นคนค้นคิดสัญญาณลับต่างๆ ให้นักโทษใช้ติดต่อเข้าใจกัน แผนการแหกคุกทุกครั้งเดวิดทราบดีกว่าใครๆ แต่เดวิดก็เก็บเงียบนิ่งไว้ไม่บอกผู้คุม ผู้คุมก็ทราบทั่วกันว่า เดวิดรู้ความเป็นไปของนักโทษในค่ายดีกว่าใครๆ แต่ก็ไม่ติดใจถาม เพราะทราบดีว่าเดวิดไม่ยอมบอก พวกนักโทษเองชวนเดวิดร่วมด้วยเพื่อต้องการเครื่องมือที่เดวิดเป็นคนเฝ้ารักษาอยู่เป็นอาวุธและอุปกรณ์ในการหนี แต่เดวิดก็ปฏิเสธและไม่ยอมจ่ายนอกเหนือไปจากเวลาทำงาน นักโทษทุกคนเข้าใจในเดวิดดีจึงไม่มีผู้ใดอยากกวนใจ
วันหนึ่ง ปืนกระบอกหนึ่งซึ่งผู้คุมใช้เกิดชำรุดจึงส่งมาให้เขาซ่อมแซม เมื่อแก้ไขชิ้นส่วนที่เสียหายเรียบร้อยดีแล้ว เกิดปรากฏว่าประกอบปืนไม่ได้ ไม่มีใครในค่ายกักกันนั้นสามารถประกอบปืนเข้าใหม่ได้เลย แม้แต่เดวิดเอง แต่ในที่สุดภายหลังที่จับไปใส่มา เดวิดก็ประกอบได้ เมื่อเขาประกอบเสร็จเขาก็ทดลองยิงดูต่อหน้าผู้คุม เพื่อทดสอบผลของการปฏิบัติงาน ตั้งแต่นั้นมาเขาก็กลายเป็นช่างปืนประจำค่ายเรื่อยๆมา เมื่อคุ้นกับปืนไปนานๆก็เห็นข้อบกพร่องต่างๆในหลักการสร้างได้ตลอด เขาจึงไปขออนุญาตจากผู้คุมเพื่อใช้เวลาว่างคิดสร้างปืนแบบใหม่ ซึ่งก็ได้รับอนุมัติด้วยดีสมดังใจ
“รังเพลิงอิสระ” ที่เขาคิดได้ขณะอยู่ในเรือนจำมีประโยชน์หลายประการ ครั้งแรกโรงงานโคล์ทได้นำไปใช้ก่อนผู้ใด
ปืนพกโอโตเมติคของโคล์ทขนาด 11 ม.ม. ซึ่งได้ใช้เป็นปืนประจำตัวของทหารมาไม่น้อยกว่า 40 ปี เป็นปืนจัดในจำพวกอนุภาพร้ายแรง เป็นการยากที่ผู้ใช้จะสามารถยิงให้ได้ผลดีได้ถ้าปราศจากการฝึกหัด เพราะปืนมีแรงสะท้อนถอยหลังสูง การยิงนัดแรกปืนจะสะท้อนสูงขึ้นจากเป้า เป็นเหตุทำให้ผู้ใช้จะยิงนัดที่สองทันทีเลยไม่ได้ จำเป็นต้องกดดันบังคับปืนลงเพื่อปรับระดับศูนย์ใหม่ มิฉะนั้นการเหนี่ยวไกยิงนัดหลังต่อไปจะทำให้ปืนส่งกระสุนสูงขึ้นตามลำดับ เพื่อให้การใช้เป็นการยิงอย่างรวดเร็วและได้ผล ผู้ยิงต้องฝึกค้นหาวิธีกดลำกล้องกลับให้รวดเร็วว่องไวที่สุดเท่าที่จะทำได้ การฝึกนี้ไม่มีวิธีใด นอกจากต้องยิง-ยิง-ยิง เรื่อยๆไปจนเคยชิน
การยิงปืน หมายถึงการเผาเงินให้เป็นควัน จะนำเอาควันกลับมาเปลี่ยนเป็นเงินไม่ได้ หรือควันจะละลายกลายเป็นแบงค์ไปให้บรรพบุรุษใช้ในพิภพอื่นไม่ได้ กระสุน 11 ม.ม. ราคาสูงผู้ใดขืนเผาไปทุกวันนอนอมควันดีกว่า
เพื่อการฝึกหัดยิงปืนพก 11 ม.ม. ได้ผลดีในราคาค่าใช้จ่ายถูก ครั้งแรกโรงงานโคล์ทก็จนปัญญา เพราะไม่รู้จะทำอย่างไร เพราะมิสามารถจะทำให้กระสุนขนาด 11 ม.ม. ลดราคาลงได้ กระสุนราคาต่ำสมเหตุสมผลก็คือกระสุนลูกกรดเท่านั้น แต่แรงสะท้อนถอยหลังของลูกกรดก็น้อย ไม่สูงเท่ากำลังของกระสุนขนาด 11 ม.ม. การยิงปืนพกลูกกรดอย่างเดียวก็ยังอยู่ห่างไกลที่จะสามารถปรับให้ใช้ปืน 11 ม.ม. ให้ดีได้ ทำอย่างไรจึงจะให้กระสุนลูกกรดมีแรงสะท้อนถอยหลังสูงเท่าขนาด 11 ม.ม.ได้ ผู้ให้คำตอบอันถูกต้องก็ได้แก่ “รังเพลิงอิสระ” ของวิลเลี่ยมเท่านั้น โคล์ทจึงได้คิดสร้าง “ชุดลูกกรด” เป็นอะไหล่ในการฝึกยิงปืน 11 ม.ม. โดยอาศัยรังเพลิงอิสระดังกล่าว


หลักการปฏับัติของรังเพลิงอิสระเป็นดังนี้


แก๊สซึ่งขับหัวกระสุนให้วิ่งไปข้างหน้า และดันปืนให้สะท้อนถอยหลังได้ถูกแบ่งให้รั่วไหลลงไปในระหว่างรอยต่อของรังเพลิงอิสระ และลำกล้องเกิดปฏิกิริยาดันตัวรังเพลิงอิสระเองให้ถอยหลังมาพร้อมกับปลอกกระสุนด้วย
เนื่องด้วยเนื้อที่ของท้ายรังเพลิงอิสระรวมหรือบวกด้วยเนื้อที่ทั้งหมดของจานท้ายปลอกกระสุน กลับกลายเป็นเนื้อที่หน้าตัดอันกว้างใหญ่ประการหนึ่ง และเนื่องด้วยน้ำหนักของปลอกกระสุนและน้ำหนักของรังเพลิงอิสระรวมกันเป็นน้ำหนักอันมากขึ้นอีกประการหนึ่ง จึงเป็นเหตุทำให้แรงสะท้อนถอยหลังทวีสูงขึ้นกว่าเดิมจนเทียบเท่าได้ประมาณพอดีกับกำลังสะท้อนถอยหลังของกระสุนขนาด 11 ม.ม.
ทางกองทัพอเมริกาเองก็ต้องการลดรายจ่ายในการฝึกหัดทหารให้ยิงปืนกลได้ดี ปืนกลที่ใช้ฝึกเป็นปืนซึ่ง จอห์น บราวนิงได้ออกแบบสร้างไว้ให้ใช้กระสุน .30-06 เดวิดเป็นผู้รับรองว่าทำได้ เขารับปืนมาดัดแปลงขึ้นใหม่โดยอาศัยการใช้รังเพลิงอิสระของเขาเข้าประกอบ ผลที่ได้ก็ทำให้ปืนกลนั้นใช้ยิงกระสุนลูกกรด .22 ซึ่งมีราคาถูกกว่า กลับมีอาการกิริยาเหมือนกับการใช้กระสุนขนาด .30-06 เช่นกัน
โรงงานเรมิงตัน ปรารถนาจะให้ปืนไรเฟิลลูกกรดแบบโอโตเมติคใช้ยิงกระสุน .22 L.R, .22 Long และ .22 Short ได้ทั้ง 3 แบบ ในปืนกระบอกเดียวกันโดยไม่มีการติดขัดในการปฏิบัติงาน เดวิดก็รับทำการดัดแปลงให้โดยอาศัย “รังเพลิงอิสระ” ของเขาอีกนั่นเอง
เดวิด มาร์แชลล์ วิลเลี่ยมส์ เป็นบุคคลหนึ่งซึ่งค้นคิดประดิษฐ์อุปกรณ์อันเกิดประโยชน์ให้แก่วงการอาวุธปืนขึ้นหลายๆอย่าง นอกจากหลักการใช้ “รังเพลิงอิสระ” ดังกล่าวแล้วก็ยังมีทฤษฏีในการใช้ “สูบช่วงสั้น” ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญอันเอกอุอีกประการหนึ่ง
หลักการใช้สูบช่วงสั้นเพื่อการปฏิบัติงานของปืนไรเฟิลโอโตเมติค ซึ่งมีอนุภาพร้ายแรงเป็นปัจจัยสำคัญในการลดน้ำหนักของปืน
ปืนไรเฟิลกึ่งอัตโนมัติ ขนาด .30-06 ซึ่งใช้ทฤษฏีแห่งความดันของแก๊สเป็นหลังการสร้าง จะมีน้ำหนักเบาอย่างปัจจุบันไม่ได้ ถ้าไม่อาศัยการปฏิบัติงานของสูบช่วงสั้น ซึ่งประดิษฐ์ขึ้นโดยสมองของเดวิด
ปืนกาแรนด์ (Garand Rifle) แบบกึ่งอัตโนมัติซึ่งเป็นปืนสำคัญอันยิ่งใหญ่ในกองทัพบกในสงครามโลกครั้งที่แล้ว อาศัยการปฏิบัติงานของแก๊สซึ่งวิ่งไปในหลอดเพื่อการดันลูกสูบ ทฤษฏีนี้เป็นทฤษฏีเก่าซึ่งค้นคิดกันได้มากกว่า 50 ปีแล้ว ถึงแม้ปืนนี้จะนับได้ว่าเป็นปืนชั้นดีที่สุดกว่าปืนแบบเดียวกันทั้งหลายก็ตาม แต่น้ำหนักของปืนค่อนข้างจะมากอยู่มิใช่น้อยนี้ เป็นจุดอ่อนอันไม่เหมาะ รูหรือช่องรับเก๊สก็มักจะตันเสมอ เนื่องจากเศษกากของการเผาไหม้ได้รวมตัวมากทวีขึ้นเป็นอุปสรรคกีดขวางทางวิ่งของแก๊สเอง หลอดส่งกำลังก็เป็นช่วงยาวต้องอาศัยกระโจมมือปิดครอบไว้เพื่อป้องกันอันตราย นี่นับได้ว่าเป็นสิ่งยากลำบากสำหรับในด้านการสร้างปืน
ทฤษฏีของเดวิดในหลักการ “สูบช่วงสั้น” อาศัยแก๊สตรงบริเวณใกล้ๆกับโคนลำ มิใช่อาศัยแก๊สตรงบริเวณปลายลำกล้องดังแบบเก่า แก๊สตรงโคนลำมีความร้อนมาก มากจนสามารถเผาไหม้เศษกากทั้งหลายของดินปืนเกือบหมดสิ้น ดังนั้นจึงมีสารคาร์บอนเหลือตกค้างอยู่น้อยในบริเวณนี้ น้อยกว่าในที่บริเวณใดๆซึ่งอยู่ห่างออกไปทางปลายลำ การปิดตันของหลอดแก๊สจึงไม่ค่อยเกิดขึ้นเสมอบ่อยๆ ดังเมื่อครั้งยังใช้หลักการแบบเก่า รูหรือร่องรับแก๊สไม่จำเป็นต้องเจาะให้ไกลจากรังเพลิงออกไปจนมากมายเหมือนครั้งก่อน นี่เป็นการทำให้น้ำหนักของปืนได้ลดเบาลงและช่วยเสริมให้เป็นการง่ายต่อการตกแต่งปืนให้สวยงามกะทัดรัดดีกว่ารูปร่างลักษณะอันเป็นอยู่ดังที่เห็นกันของกาแรนด์
โรงงานวินเชสเตอร์ บริษัทสร้างปืนอันยิ่งใหญ่ในอเมริกาได้คิดค้นสร้างปืนคาร์บายน์ ซึ่งทางกองทัพของอเมริกาปรารถนาจะให้มีน้ำหนักเบาเพียง 5 ปาวนด์เท่านั้นเพื่อการใช้ในต่างกรณีกับปืนกาแรนด์ ด้วยการอาศัยหลักการของเดวิด โรงงานก็สามารถคิดค้นออกมาได้ภายในเวลา 30 วัน ซึ่งนับได้ว่าว่องไวเหมือนปฏิหาริย์ และก็ชนะในการประกวดแบบซึ่งใช้ในการสร้างด้วยปืนคาร์บายน์ M 1 อาศัยสูบช่วงสั้นของเดวิดเป็นปัจจัยสำคัญ
เดวิด มาร์แชลล์ วิลเลี่ยมส์ ได้ลาออกจากงานในบริษัทวินเชสเตอร์เมื่อ 2 ปีก่อน จากนั้นจนปัจจุบันนี้ เขาอยู่กับบ้านใช้เวลาคิดค้นหลักการสร้างปืนด้วยสมองของตนเองต่อไปในห้องบนฟาร์มของเขา ซึ่งอยู่ใกล้เมือง Godwin แต่ก็ยังอยู่ภายใต้ข้อสัญญากับโรงงานวินเชสเตอร์ ในข้อที่ว่า ถ้าเขาคิดประดิษฐ์สิ่งอันใดได้ต้องให้บริษัทเป็นผู้รับรู้เห็นพิจารณาก่อนผู้ใด
เดี๋ยวนี้เดวิดอยู่ในวัย 50 ปีไปแล้ว นับได้ว่าเขาพบความสำเร็จในสนามการคิดค้นสร้างอาวุธปืน มีหลักฐานอันมั่งคั่งสมบูรณ์ดี แต่ไม่มีใครแม้แต่ตัวเขาเองจะตัดสินได้แน่ชัดว่า เขาเป็นผู้ฆ่าท่านผู้ช่วยนายอำเภอครั้งนั้นหรือไม่ ? ( คงตายไปนานแล้ว ถ้าอยู่อายุคงเกิน 100ปี Fabbri)


เป็นปืนผิดกฎหมายสำหรับ ประชาชนตาดำๆ จึงไม่อาจ หาภาพมา ให้ชมได้ เหมือนปืนอื่นๆ ถ้าท่านใดมีภาพก็ ช่วยด้วยก็แล้วกันนะครับ

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ศุกร์ 04 กันยายน 2009, 13:44:25 โดย admin » บันทึกการเข้า
เจษ สยป.ตร.
Moderator
Sr. Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 430


www.jeasada.spaces.live.com


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #1 เมื่อ: พุธ 28 มกราคม 2009, 17:30:13 »


M1 คาร์ไบน์

M1 Garand (USA)
บันทึกการเข้า
เจษ สยป.ตร.
Moderator
Sr. Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 430


www.jeasada.spaces.live.com


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #2 เมื่อ: พุธ 28 มกราคม 2009, 17:31:25 »

พาราเบลลั่ม



ในประวัติศาสตร์อาวุธปืนของทุกชาติ มีบันทึกรับรองเห็นพร้องต้องกันเป็นเอกฉันท์ว่า ปืนพาราเบลลั่มเป็นปืนสั้นชั้นเอก เป็นปืนแห่งประวัติศาสตร์ ซึ่งไม่มีปืนใดๆในทุกสมัยที่ผ่านมา จะมีความแม่นยำ สวยงาม ประณีตในหลักการสร้าง เรียบร้อยหมดจด คงทนถาวรสูงเทียบเท่า
ฮูโก บอร์ชาร์ดท์ (Hugo Borchardt)
ผู้ต้นคิดประดิษฐ์แบบเป็นชาวอเมริกันผู้มีความชำนาญและมีฝีมือในการออกแบบชั้นสูงอย่างแท้จริง เขาถือกำเนิดมีชีวิตขึ้นมาในประเทศอเมริกา ในสมัยที่การกระทำอันเป็นคุณธรรมความดีไม่มีผู้ใดจะสนใจ ที่ดุจดังสมัยซึ่งเราท่านได้กำลังประสบกันในทุกวันนี้ ฮูโกเป็นบุรุษผู้เพียบพร้อมด้วยความอดทน เป็นผู้ต่อสู้อันแข็งแกร่ง เขายิ้มเสมอในขณะซึ่งเขากำลังยืนหยัดต่อสู้ฟันฝ่าอุปสรรคและชะตากรรม เขาเข้าใจโลกและทราบซึ้งดีว่า “น้ำตาไม่มีประโยชน์” เขาคือบุคคลที่ยึดหลัก “หัวเราะไว้ทำให้ใจสบาย”
เขาเริ่มค้นชีวิตใหม่ในยุโรป แหละแล้วก็ฝังหลักตั้งรกรากเป็นปึกแผ่นแน่นหนาอยู่ที่นั้นจนชั่วช่วงชีวิตขั้นสุดท้ายในวัยชรา เขาคงยังรักษาสัญชาติ และเชื้อชาติอเมริกากันเสมอ มิได้เปลี่ยนแปลงผันแปรไปแม้แต่น้อย ในดวงใจเขาจากอเมริกาไป แต่มิใช่แบบสร้างอภิสิทธิ์แล้วโกยเงินไว้ไปนอนสบายยังต่างประเทศ
การจากอเมริกาของเขาเนื่องจากความพ่ายแพ้และปราชัยต่อความบีบคั้นบั่นทอนกำลังใจในความเป็นอยู่อันอัตคัดในสหรัฐแน่นอนที่สุด สำหรับ ฮูโก ในขณะนั้นมันยัง “ไม่สายเลยที่จะทำการต่อสู้กับชีวิต เพื่อให้ร่างตนดำรงอยู่อย่างสะดวกสบายต่อไป” เขาเป็นคนตื่นตัวอยู่เสมอ และตระหนักได้ดีทีเดียวว่า “การต่อสู้กับชะตาชีวิตย่อมไม่จำกัดเวลา ไม่มีสาย ไม่มีบ่าย หรือเย็นลับลงจนเกินไป จนหมดสิ้นกำลังใจจะขับเคี่ยว”
อานุภาพแห่งสมองและพลานุภาพแห่งจิตใจของเขาซึ่งแข็งแกร่งอยู่เสมอ คือดาบชัยที่กำมั่นไว้อยู่ในอุ้มมือ เขาใช้มันควงหันฟันฝ่าต่อสู้แผ้วถางกรุยทางเพื่อการย่างก้าวรุดหน้าคืบออกไปจนสามารถครองชัยแห่งชีวิตไว้ในขั้นสุดท้าย ความยาก-มี ดี-ชั่วของเขา ควรจะเป็นตัวอย่างอันดีของเยาวชนไทย
เมื่อเริ่มแรกชีวิต ฮูโกเป็นเพียงหัวหน้าคนงานธรรมดาคนหนึ่งในบริษัทสร้างจักรเย็บผ้า “ซิงเกอร์” ซึ่งท่านสุภาพสตรีส่วนมากรู้จักดีแทบทุกคนในปัจจุบัน และก่อนหน้านั้นเล็กน้อยก็เป็นเพียงช่างออกแบบเครื่องมือในการสร้างตบแต่งปืนจำนวน 5,000 กระบอก ให้แก่บริษัท The Pioneer Breech Loading Arms Co. ซึ่งในขณะนั้นวัยของเขาก็เป็นเพียงผู้เคยผ่านลมหนาวมาได้ 24 คราวเท่านั้น
หลังจากนั้นเขาก็ย้ายไปเป็นคนงานของมิสเตอร์ E.G. Westcott ซึ่งเป็นประธานและผู้คุมทุนของบริษัท The Sharps Rifle Co. แห่ง Hartford ใน Connecticut. เขายื่นใบสมัครงานกับท่านในวันที่ 18 มีนาคม ค.ศ. 1874 และก็ได้รับหน้าที่เป็นผู้ตรวจงานทั่วไปของบริษัท เขาเป็นคน “รักงานและฝากชีวิตไว้กับงาน” ยิ่งกว่าผู้ใด ซึ่งเราท่านควรจะศึกษากันต่อไป
เครื่องมือสิ่งแรกที่ได้คิดประดิษฐ์ขึ้นมาด้วยความปรีชาแห่งสมองของเขาคือ “เครื่องขวั้นรอยบนท้ายกระสุน” (A Bullet Grooving Machine) ซึ่งก็ได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนสงวนสิทธิ์ได้ในวันที่ 21 กรกฎาคม ค.ศ. 1875
เกียรตินิยมอันยิ่งใหญ่ซึ่งเขาได้ทิ้งไว้ให้แก่โลกในขณะที่ใช้ชีวิตเร่ร่อนในสหรัฐฯก็คือ เขาได้เป็นคนสำคัญคนหนึ่งในการออกแบบสร้างปืนประจุท้ายซึ่งมีชื่อที่สุดในปี ค.ศ.1876 ปืนนี้มีสมญาอันเลื่องลือเป็นที่รู้จักกันทั่วไปว่า “ชาร์พ บอร์ชาร์ดท์” (Sharps-Borchardt)
นอกเหนือจากที่กล่าวมา ยังมีอีกหลายๆอย่างที่ผลิตขึ้น โดยอาศัยแบบและมันสมองอันเปรื่องปราดของฮูโก ผู้ซึ้งตลอดชั่วชีวิตมิได้มีความนึกคิดที่จะปล่อยปละเวลาให้ล่องลอยสูญสิ้นไป โดยปราศจากประโยชน์ เขาเป็นบุคคลซึ่งเกิดมาเพื่อความเจริญรุ่งเรืองของมนุษย์อย่างแท้จริง เขาเป็นคนชอบ “ทำ-มากกว่าพูด”
ในขณะที่กล่าวถึงนี้ ถึงแม้ความดีและชื่อเสียงของฮูโกจะปรากฏเด่นชัดจรัสแจ้งแล้วก็ตาม โลกก็ยังปล่อยให้เขาเปล่าเปลี่ยวปราศจากความค้ำชูหรือการเหลียวแลสนใจจากผู้ใด
ในสมัยนั้น คุณประโยชน์ความดีอันเด่นยิ่งของปืน “ชาร์พ-บอร์ชาร์ดท์” กำลังสูงโรจน์ระบือลั่นกึกก้องทั่วสหรัฐฯทุกหน ทุกแห่ง “ชาร์พ-บอร์ชาร์ดท์” ได้ประสิทธิ์ประสาทความเป็นระเบียบเรียบร้อยและประทานความสงบสุขแก่ประชาชน แต่อนิจจา น่าสุดอนาถ ฮูโกเองยังหาความสงบและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของจิตใจได้ไม่ ชะตาชีวิตยังคงคุกคามความเป็นอยู่และยังคงส่งความอัตคัดขาดแคลนให้เขาต้องอดทนรับไว้เรื่อยมาอย่างไม่ปรานีและไม่บรรเทาเบาบาง แต่เขาก็ปราศจากความเศร้าใจประการใด เพราะความฉลาดเข้าใจในชีวิตและอ่านชะตากรรมได้เป็นอย่างดี เขายิ้มสู้เสมอ หัวเราะเสมอ เขาร่าเริงเสมอ ถึงแม้จะตระหนักอย่างแน่ชัดได้ว่า เขาอับโชค ปราชัยยับเยินแล้ว ซึ่งการครองอยู่เพื่อดำรงความรุ่งเรืองให้แก่ชีวิตของตนในอเมริกา เขาคงยิ้ม และยิ้มต่อไป เขายิ้มได้อย่างไม่ตะขิดตะขวงใจเมื่อภัยมา “บอร์ชาร์ดท์” ยอดนักสู้
สมองของฮูโกสดใส เปรื่องปราด และประหลาดเหลือล้น เขาสามารถใช้มันบันดาลอะไรได้อย่างใจปรารถนา แต่ว่าผลงานที่เขาได้มอบให้แก่โลกไว้ในขณะอาศัยอยู่ในอเมริกามิได้รับการตอบแทนอย่างคุ้มค่าแต่ประการใด นี่แหละคือการก่อความดีที่ปราศจากผู้ใดเห็นใจ ฮูโกสิ้นแล้วซึ่งความหวังที่จะก่อตั้งฐานะความเป็นอยู่ให้แน่นแฟ้นเป็นปึกแผ่นแน่นหนาสมดังใจที่จินตนาในสหรัฐอเมริกา เมืองมารดาและบ้านแห่งบิดร บ้านเกิดที่เคยอบอุ่น เมืองนอนซึ่งเคยให้ความชุ่มชื่นแต่ครั้งยังเยาว์วัย เมื่อการณ์ปรากฏเป็นเช่นนี้ และภายหลังที่ได้ทบทวนดูถ่องแท้แน่ชัดแล้ว ฮูโกก็ตัดสินใจก้าวออกไปขอผจญชีวิตในเวทีใหม่ในที่อื่นความปราชัยคือบทเรียนเพื่อเริ่มใหม่ เมื่อชีวิตยังไม่มลายสิ้น ก็ขอดิ้นเพื่อให้ดีขึ้นให้ได้ในภาคหน้า
บันทึกการเข้า
เจษ สยป.ตร.
Moderator
Sr. Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 430


www.jeasada.spaces.live.com


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #3 เมื่อ: พุธ 28 มกราคม 2009, 17:33:11 »

ยอร์จ ลูเกอร์ (George Luger)

กำเนิดในปี ค.ศ. 1849 ที่ Steinach ใน Tirol ณ ประเทศออสเตรีย เคยรับราชการเป็นนายทหารของประเทศนั้นได้เคยคุ้นสนิทกับ แฮร์ มานลิคเคอร์ (Herr Mannlicher) ผู้เป็นนักค้นคว้าคิดประดิษฐ์สร้างและดัดแปลงปรับปรุงอาวุธปืนให้แก่กองทัพของออสเตรียเป็นอย่างดี เขาทั้งสองได้ออกแบบสร้างปืนเล็กยาวแบบกึ่งอัตโนมัตขึ้นได้แบบหนึ่ง เขาได้เลิกอาชีพการเป็นทหารและกระโจนเข้าไปในเวทีค้าอาวุธปืนตลอดไป ซึ่งเขาก็ได้ชื่อเสียงขจรไกลดังใจปรารถนา
ในปีค.ศ. 1891 ยอร์จทำงานกับบริษัท Ludwig Loewe แห่งเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี เขาได้ไปเยี่ยมอเมริกาเพื่อเสนอขายปืนเล็กยาว ซึ่งเขาเองได้ปรับปรุงใหม่ขึ้นในนามของบริษัทและก็ดูเหมือนว่าการรู้จักกันครั้งนี้เหมือนมีมนต์ขลังมาดลใจให้ฮูโกเกิดความคิดใหม่ ได้แนวทางใหม่ที่จะใช้เป็นหลักมั่นยืนหยัดผจญเพื่อให้ตนเงยหน้าลืมตาเองให้อยู่บนฐานอันเป็นปึกแผ่นหนาแน่นในอนาคต
เมื่อจากสหรัฐแล้วก็คล้ายกับว่าอนาคตของตนได้หลุดพ้นออกมาสู่แสงอรุณรุ่งสะอาด ฮูโก บอร์ชาร์ดท์ โชคดีได้รับแต่งตั้งให้เป็นประธานกรรมการของบริษัท Hungarian Arms Company ในประเทศฮังการี แต่ใดๆในโลกไม่เที่ยงแท้แน่นอน ครั้นบริหารงานนี้ไปไม่ได้นาน กลับเกิดกินแหนงแคลงใจกันกับท่านนายพล (General Fejervary) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของฮังการีผู้ยิ่งใหญ่ในวงการอาวุธปืน หรืออาจจะเป็นคราวเคราะห์ร้ายกลายเป็นดีก็เป็นได้ เขาจึงต้องย้ายที่ทำงานใหม่ไปอยู่กับบริษัท Loewe โดยการชักชวนนำพาของยอร์จ ลูเกอร์ ซึ่งตั้งแต่นั้นเขาทั้งสองก็กลายเป็นเพื่อนรักกันไปตลอดกาล
ในปี 1894 ลูเกอร์ในนามใหม่อันยิ่งใหญ่ว่า “แฮร์ ลูเกอร์” (Herr Luger) ได้ไปปรากฏกายในอเมริกาอีก เพื่อความมุ่งหมายจะเสนอขายปืนพกโอโตเมติค ซึ่งบริษัทได้สร้างขึ้นใหม่ให้แก่กองทัพเรืออเมริกัน ปืนที่เขานำไปเสนอขายนี้เป็นปืนชั้นดี ทันสมัยที่สุดในขณะนั้น และก็ปรากฏว่าเป็นปืนที่ดีกว่าปืนใดๆ ในสมัยนั้นด้วย บริษัท Loewe รู้สึกภูมิใจในปืนนี้มาก จึงได้ขนานนามอันเป็นมงคลแก่ปืนไว้เป็นอนุสรณ์ ซึ่งทั่วโลกรู้จักกันดีว่า “บอร์ชาร์ดท์” แน่นอนละ ชื่อนี้ต้องมีความหมายสะดุดใจชาวอเมริกันทุกคนอย่างมาก
ปืน “บอร์ชาร์ดท์” มิได้จัดอยู่ในจำพวกปืนพก (Pocket Pistol) ปืนบอร์ชาร์ดท์ จัดเป็นพวกปืนสั้นใช้สำหรับนำติดตัว (Side Arms) บอร์ชาร์ดท์ เป็นเสมือนพี่นางของพาราเบลลั่ม มีผิวพรรณผุดผ่องละมุนละไมคล้ายคลึงกัน หากแต่ความงามน่ารักและน้ำใจอันมั่นคง อันเป็นที่ไว้เนื้อเชื่อใจมิได้สูงส่งเท่าเมื่อเปรียบเทียบกัน
ความแพร่หลายของปืนสั้น บอร์ชาร์ดท์ มีมากมายจนต้องจดทะเบียนสงวนสิทธิ์ทุกประเทศที่สำคัญตลอดไป กว่าการจดทะเบียนจะสิ้นสุดลงได้ต้องใช้เวลาถึง 4 ปี ตั้งแต่ ค.ศ. 1893ถึง ค.ศ. 1896
ตั้งแต่ ค.ศ. 1893 ตลอดมา ประชาโลกทั้งหลายมีความใคร่อยากได้ครอบครองปืนนี้ทั้งนั้น ในประเทศไทยก็ยังมีปืนแบบนี้อยู่หลายกระบอก ปืนนี้แต่เดิมเคลือบสีดำด้าน (Satin Finish) และไม่นิยมการขัดมันเป็นเงา เป็นปืนลำกล้องขนาด .30 กระสุนที่ใช้กับปืนนี้ได้สร้างขึ้นมาโดยเฉพาะ มีชื่อเรียกว่า กระสุน “7.65 ม.ม. บอร์ชาร์ดท์” กระสุนนี้เป็นกระสุนต้นตระกูลของกระสุนแบบ .30 (7.63 ม.ม.) เมาเซอร์เป็นกระสุนแบบ “คอขวด” มีลักษณะเหมือนกับกระสุนแบบ 7.63 ม.ม. ของปืนพกมานลิคอร์ โมเดล 1896
ปืนบอร์ชาร์ดท์ จะยิงได้ผลดีต้องใช้กระสุนแบบ 7.65 ม.ม บอร์ชาร์ดท์โดยเฉพาะ แต่จะใช้กระสุน .30 (7.63 ม.ม) เมาเซอร์ยิงแทนก็ได้ผลในขั้นพึงพอใจได้เช่นกัน ดังนั้นจึงยอมรับใช้ให้กระสุน 7.63 ม.ม เมาเซอร์ยิงในปืนนี้กันทั่วไป
ปืนนี้ผลิตออกจำหน่ายในตลาดโลกครั้งแรกในปี ค.ศ. 1893 โดยบริษัท Loewe ซึ่งก็ทำให้บริษันี้ร่ำรวยมหาศาลขึ้นได้อย่างรวดเร็ว จนสามารถมีทุนซื้อกิจการของบริษัท Deutsche Metall Patronenfabrik แห่ง Karlsruhe ไว้ได้ในกำมือ และรวมกันเป็นบริษัทใหม่อันมีสมญาว่า The Deutsche Waffen and Manitionsfabriken เมื่อวันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 1897 และตั้งแต่นั้นมา ปืนบอร์ชาร์ดท์ก็ได้ตีตราผู้สร้างใหม่ในนาม “ DWM” ซึ่งมีโรงงานสร้างอยู่ในกรุงเบอร์ลิน ส่วนกระสุนสำหรับปืนก็สร้างขึ้นจากบริษัทเดียวกันนี้ แต่ให้โรงงานซึ่งอยู่ที่ชานเมือง Karlsruhe เป็นแหล่งผลิต
เพื่อการยิงในระยะไกล ปืนบอร์ชาร์ดท์อาศัยการเสริมสะพานท้ายและอาศัยแผ่นรองแก้ม ซึ่งสามารถถอดออกและประกอบเข้าเมื่อเวลาใดก็ได้ ดังนั้นปืนนี้จึงได้จัดอยู่ในจำพวก “คาร์บายน์”
เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน ค.ศ. 1894 หนังสือพิมพ์อเมริกันนามว่า The Boston Herald ได้ลงข่าวเกี่ยวกับการทดลองปืน “บอร์ชาร์ดท์” ว่า
เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน วันวาน ต่อหน้าคณะกรรมการสรรพาวุธแห่งกองทัพเรืออเมริกัน ได้มีการทดลองปืน “บอร์ชาร์ดท์” โดยการเสนอของ ยอร์จ ลูเกอร์ ได้ผลสรุปว่าอนาคตของปืนนี้มีหวังรุ่งเรืองไปไกล ผลของการยิงปรากฏว่าปืนนี้สามารถยิงได้ 24 นัดติดต่อกันในเวลา 34 3/4 วินาที โดยปราศจากการขัดลำ ปืนนี้ส่งกระสุนหัวแข็งเปลือกนิคเกิลจากแม็กกาซินจุ 8 ลูก ถูกเป้าหมายที่ระยะ 110 ฟุตทุกนัด (กระสุนนี้ ภายหลังมีชื่อเรียกในอเมริกาว่า The Luger Rimless Type)
พึงสังเกตว่า ประการแรกมิใช่ฮูโก แต่เป็นยอร์จ ลูเกอร์ เองที่นำปืนเข้าไปในสหรัฐฯ และประการที่สองกระสุนที่ใช้ยิงนั้นชาวอเมริกันขนานนามว่า “แบบลูเกอร์ไม่มีริม” ดังนั้นจึงพอจะเป็นเหตุผลได้ดีทีเดียวว่า “ยอร์จ ลูเกอร์” เป็นผู้กว้างขวางมากในตลาดอาวุธปืนในสมัยนั้น แต่ความเป็นผู้กว้างขวางของยอร์จ ลูเกอร์เป็นอีกแบบหนึ่งต่างหาก มิใช่เป็นแบบเดียวกันกับ “ผู้กว้างขวางในประเทศไทย”
ผลของการทดลองของกองทัพเรืออเมริกันครั้งนั้นเป็นที่พึงพอใจ และหนังสือพิมพ์ก็สนับสนุนว่าดี แต่ถึงกระนั้นคณะกรรมการของกองทัพเรือผู้พิจารณาก็มิได้สนใจ เพราะเหตุผลอันใด ไม่มีผู้ใดทราบได้ (ในทัศนะของข้าพเจ้าก็ขอออกความเห็นเป็นส่วนตัวว่า เพราะอเมริกานิยมใช้กระสุนหัวโตๆ)
ในปี ค.ศ. 1897 คณะกรรมการสรรพาวุทธแห่งกองทัพบกอเมริกาได้ทำการทดสอบปืนนี้อีก เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม เพื่อการพิจารณาทดสอบอย่างละเอียด แต่ผลที่ได้ก็เงียบหายไป จึงเป็นที่เข้าใจกันว่า ปืน “บอร์ชาร์ดท์” สร้างรายได้ให้แก่ “ฮูโก” ผู้ออกแบบอย่างมหาศาล ความสำเร็จในครั้งนี้ทำให้ฐานะความเป็นอยู่ของเขาสมบูรณ์พูนสุข เขารู้สึกภูมิใจในผลงานมากจนลืมตัวคิดว่าปืนนี้ดี้แล้ว และตัวของเขาเลิศแล้ว
และก็อาจจะเป็นการลืมตนเกินไปดังกล่าว เขาจึงปฏิเสธคำของร้องของโรงงาน DWM ซึ่งเสนอให้เขาดัดแปลงแก้ไขปืน “ บอร์ชาร์ดท์” ใหม่ให้ดีขึ้นไปอีก ต่อคำขอร้องนี้ “ฮูโก” ได้ปฏิเสธอย่างสิ้นเชิงแม้แต่การแก้ไขเพียงเล็กๆ น้อยๆ เขาก็ไม่ยอมลงมือกระทำทั้งสิ้น
เมื่อ DWMได้รับการปฏิเสธจาก “ฮูโก” จึงจำเป็นต้องขอร้องให้ “ลูเกอร์” เป็นผู้คิดประดิษฐ์ดัดแปลงแก้ไขใหม่ และในที่สุดในตอนปลายปี ค.ศ. 1898 ก็เกิดปืนพกแบบใหม่ขึ้น ซึ่งได้ขนานนามกันว่า “บอร์ชาร์ดท์ ลูเกอร์” Borchardt-Luger
ในการทดสอบปืนซึ่งได้มีขึ้นในกรุงเบิร์นแห่งสวิตเซอร์แลนด์ในระหว่างวันที่ 24 พฤศจิกายนถึงวันที่ 8 ธันวาคม ค.ศ. 1898 ได้มีผู้ส่งปืนเข้าทดลองกันมาก ในจำนวนปืนพกที่ส่งเข้าทดลองนอกจากปืนของสวิสส์เองแล้ว ก็มี
1. ปืนพก เมาเซอร์ แบบใช้แม็กกาซีน 10 นัด
2. ปืนพก เมาเซอร์ แบบใช้แม็กกาซีน 6 นัด
3. ปืนพก เบิร์กมันน์ แบบใช้แม็กกาซีน 10 นัด
4. ปืนพก บอร์ชาร์ดท์-ลูเกอร์ แบบใช้แม็กกาซีน 8 นัด
5. ปืนพก โรธ(Roth) แบบใช้แม็กกาซีน 10 นัด
6. ปืนพก มานลิคอร์ แบบใช้แม็กกาซีน 7 นัด

การทดสอบ กอปรด้วยการถอดและประกอบปืนแล้วยิง 50 นัดรวดเดียวติดต่อกันทันใด จากนั้นก็มีการจับเวลาของการยิงแต่ละนัดว่า เครื่องกลไกของปืนใดปฏิบัติงานในการยิงทีละนัดได้รวดเร็วว่องไวกว่ากัน แล้วก็ยิงเป้าทดสอบความแม่นยำ โดยอาศัยการยิง 3 ชุด (3เป้า) ที่ระยะ 50 หลา การทดลองตลอดรายการดังกล่าวทั้งสิ้นจะต้องยิงกระสุนปืนถึง 400 นัดในเวลาจำกัด โดยปราศจากการชำระล้างปืนและก็โดยมิยอมให้มีการหยุดพักเพื่อให้ปืนเย็นลงได้
ผลการทดสอบปรากฏว่า ปืนพก “บอร์ชาร์ดท์-ลูเกอร์” เป็นปืนกระบอกเดียวเท่านั้น ที่ผ่านพ้นไปได้โดยไม่มีการติดขัดในการปฏิบัติแต่อย่างใด
จากนั้นก็ทำการทดลองที่เรียกกันว่า “ทดสอบด้วยฝุ่น” และ “ทดสอบด้วยน้ำ” ก็ยังได้พบอีกว่า ตามกติกาทดสอบ 20 นัด ปืน “บอร์ชาร์ดท์-ลูเกอร์” แต่เพียงกระบอกเดียวเท่านั้นที่ผ่านการทดสอบไปได้เป็นอย่างดี
การทดสอบครั้งนี้ได้ผลเป็นที่น่าพอใจมาก การปฏิบัติงานของปืน “บอร์ชาร์ดท์-ลูเกอร์” ดีที่สุด เรียบร้อยที่สุด ไม่มีปืนใดๆ ในโลกจะเสมอเหมือน แต่คณะกรรมการเห็นว่าน้ำหนักของปืนค่อนข้างจะมากเกินไป จึงอนุมัติให้ทำการแก้ไขดัดแปลงใหม่ ปืนทั้งหมดก็เป็นอันยกเลิกถอนตัวกลับไปปรับปรุงกันใหม่ทั้งสิ้น เพื่อการแข่งขันและทดสอบในปีต่อไป
การทดสอบครั้งที่ 2 ซึ่งเปรียบเสมือนการตัดสินชี้ขาดขั้นสุดท้ายได้เริ่มขึ้นในวันที่ 1 พฤษภาคม ค.ศ. 1899 ไปสิ้นสุดลงไปในวันที่ 3 เดือนเดียวกัน นอกจากปืนชุดเก่าซึ่งได้ปรับปรุงใหม่ ยังมีปืนสำคัญซึ่งได้ส่งเข้าพิสูจน์อีก 2 แบบ
1. ปืนพก ฮอฟฟ์ (Hauff)
2. ปืนพก บราวนิง

หลักการทดสอบก็คงเหมือนเช่นเดิม แต่สถานที่ซึ่งใช้ในการพิสูจน์ครั้งนี้ได้ย้ายมาอยู่ ณ ที่เมือง Thun ผลที่สุดก็ยอมรับกันว่า ปืน “บอร์ชาร์ดท์” แบบปรับปรุงใหม่ มีประสิทธิภาพสูงกว่าแบบใดหมด เหมาะที่จะใช้เป็นปืนพกในกรณีทั่วไป
โรงงาน DWM จึงได้เริ่มผลิตปืนนี้ออกสู่ตลาดโลกเมื่อปี ค.ศ. 1900 โดยให้ชื่อว่า “พาราเบลลั่ม” (Parabellum) คำนี้แปลเป็นภาษาเยอรมันว่า Bereite Den Krieg Vor Parabellum และก็ถอดเป็นภาษาอังกฤษว่า “If you Wont Peace Prepare For War” หรือก็ยังอาจถอดเป็นภาษาไทยก็ได้ว่า “แม้หวังตั้งสงบจงเตรียมรบให้พร้อมสรรพ
บันทึกการเข้า
เจษ สยป.ตร.
Moderator
Sr. Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 430


www.jeasada.spaces.live.com


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #4 เมื่อ: พุธ 28 มกราคม 2009, 17:35:38 »



บันทึกการเข้า
เจษ สยป.ตร.
Moderator
Sr. Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 430


www.jeasada.spaces.live.com


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #5 เมื่อ: พุธ 28 มกราคม 2009, 17:36:34 »

บันทึกการเข้า
เจษ สยป.ตร.
Moderator
Sr. Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 430


www.jeasada.spaces.live.com


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #6 เมื่อ: พุธ 28 มกราคม 2009, 17:44:12 »

จอห์น บราวนิง

ผู้ยิ่งใหญ่ในวงการสร้างปืนเป็นชนชาติอเมริกาเกิดในเมือง Ogden แห่ง Utah กองทัพอเมริกาและนักยิงปืนชาวอเมริกันรู้จักเขาดี แต่ประชาชนชาวอเมริกันส่วนมากไม่รู้จักเขาเลย ชาวอเมริกันทุกคนเมื่อทราบว่า จอห์น บราวนิงเป็นใคร เขาจะไม่มีความดีใจ กลับรู้สึกเสียใจ และเจ็บใจ ละอายใจในระหว่างพวกของเขาเอง
ชื่อเสียงของเขาก้องกังวานขึ้นครั้งแรกในยุโรป เนื่องาจากบริษัท The Fabrique Nationale D’ Arms de Guerre, near Liege แห่งเบลเยี่ยมได้ยกย่องให้เกียรติ โดยใช้ชื่อสกุลของเขาตีตราเป็นชื่อบนปืนทุกกระบอกซึ่งทางโรงงานได้ผลิตขึ้นโดยอาศัยแบบประดิษฐ์ซึ่งเขาได้คิดค้น
ในหนังสือนวนิยายต่างๆ ซึ่งเกี่ยวกับการสืบสวนคดีอาชญากรรมของทวีปยุโรป เช่นของประเทศอังกฤษ และของฝรั่งเศส ท่านจะผ่านคำว่า “บราวนิง” เสมอบ่อยๆ เหล่านี้เป็นชื่อของปืนพกโอโตเมติค ซึ่งเป็นผลงานของจอห์น ปืนพกบราวนิงเป็นปืนซึ่งนิยมใช้กันมากในโลกมาหลายปี แต่นี่ก็เป็นเพียงส่วนเล็กน้อยเท่านั้น เมื่อเปรียบกับผลงานซึ่งเขาได้ให้ไว้ในด้านอาวุธ
เป็นที่แปลกและพิสดารมากในข้อที่ว่า สถานที่กำเนิดของเขาก็เป็นเพียงชนบทซึ่งในสมัยนั้น ยังห่างต่อความเจริญอยู่มาก ยิ่งกว่านั้นเขาเองก็มิเคยผ่านการศึกษาในวิชาเครื่องจักรเครื่องยนตร์แต่ประการใดเลย กลับสามารถจดทะเบียนสงวนแบบในการสร้างอาวุธปืนแบบหนึ่งได้อย่างสมบูรณ์ถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ ในเมื่อเขามีวัยเพียง 24 ปี เท่านั้น และปืนแบบนี้ภายหลังแต่นั้นมาสัก 2-3 ปี ก็ยังปรากฎว่าเป็นปืนซึ่งสร้างความมั่งคั่งมั่นคงในหลักทรัพย์ให้แก่โรงงานสร้างปืน “วินเชสเตอร์”ได้อย่างมหาศาล
บราวนิง เกิดมาประจวบเหมาะในสมัยที่ชาวอเมริกันทั้งหลายต้องอาศัยปืนเป็นเครื่องคุ้มครองความปลอดภัยเพื่อให้ชีวิตดำรงอยู่ได้ บิดาของจอห์นเป็นช่างอาวุธ ดังนั้นเขาจึงมีโอกาสหยิบปืน จับปืน ยิงปืน และแก้ไขตกแต่งปืนได้อย่างชำนาญตั้งแต่ยังเยาว์วัย นี่ก็จัดได้ว่าเขามีการศึกษาในอาวุธปืนโดยตรงจากวัตถุจริง นี่เป็นข้อพิสูจน์ให้เห็นชัดได้ว่า “ปริญญาบัตรไม่สำคัญเท่าความชำนาญ”
โจนาธาน บราวนิง (Jonathan Browning) ผู้บังเกิดเกล้าของจอห์น เกิดในมลรัฐเทนเนสซี ในปี ค.ศ. 1805 เขาดำเนินอาชีพเป็นช่างสร้างปืนตั้งแต่ในสมัยยังไม่พ้นวัย 20 และได้ย้ายภูมิลำเนาเข้าไปอยู่ในรัฐ “ไอโอวา” ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1840 เป็นต้นมา ซึ่งในละแวกนั้นชนทุกชั้นรู้จักปืนของเขาเป็นอย่างดี จนเป็นที่สงสัยกันอย่างมากว่า ปืนพกรีวอลเวอร์ ซึ่ง Samuel Colt ได้จดทะเบียนสงวนแบบไว้นั้นเป็นไฉน จึงมีรูปร่างคล้ายกับปืนไรเฟิลลูกโม่ และปืนพกลูกโม่ซึ่งโจนาธานเป็นผู้สร้างอย่างที่สุด! และก็ยิ่งแปลกขึ้นไปอีกว่าทำไมปืนแบบโยนลำ ( Slide Action ) ซึ่งเขาเป็นคนคิดสร้างจึงไปคล้ายกันกับแบบของ N. Kendal of Windsor ซึ่งก็ได้จดทะเบียนสงวนไว้! นี่เป็นความจริงซึ่งน่าขบคิด
ในฤดูร้อนของปี ค.ศ.1849 ซึ่ง Brigham Young ได้ค้นสำรวจพบพื้นดินอันอุดมในบริเวณลุ่มทะเลสาบ Salt Lake เขาและบริวารทั้งโจนาธานก็ได้อพยพย้ายที่ทำกินใหม่เข้าไป Ogdon แห่ง Utah โดยการแต่งตั้งโจนาธานให้เป็นกัปตันควบคุมความปลอดภัยของกองคาราวานด้วยคนหนึ่ง
ปี ค.ศ. 1855 ตรงบริเวณใกล้ๆ เชิงเขา Wasatch ซึ่งได้อพยพมาตั้งรากฐานกันใหม่นี้เป็นปีกำเนิดของ “จอห์น บราวนิง” ผู้ยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ปืน
จอห์นเติบใหญ่เจริญวัยขึ้นมาพอดีกันกับการวิวัฒนาการครั้งใหญ่ในด้านอาวุธปืนประจวบเหมาะกับสมัย กระสุนปลอกโลหะกำลังเริ่มขับไล่การใช้อาวุธปืนแบบประจุปากออกไปสู่ความเสื่อม การย่างก้าวเข้ามาของสมัยใช้กระสุนปลอกโลหะเป็นการส่งเสริม และยังผลให้การใช้ปืนแบบยิงซ้ำวิ่งล้ำรุดหน้าออกไปไกลจนเป็นที่ไว้ใจเชื่อแน่แก่ทุกคนในสหรัฐในสมัยนั้น
ท่ามกลางเทือกเขาลำเนาไม้ ท่ามกลางเรไรและไก่ป่า จอห์น บราวนิง คิดค้นหลักการสร้างปืนประจุท้ายขึ้นได้ตั้งแต่ยังไม่พ้นวัย 14 และก็เมื่อก่อนวัย 20 จะสุดสิ้นก็ยังสามารถสร้างปืนขึ้นเองได้ด้วยฝีมือของเขาแท้ๆ เขาได้จดทะเบียน ขอสงวนแบบไว้ในปี ค.ศ. 1879 ปีซึ่งบิดาบังเกิดเกล้าของโจนาธานได้จากเขาไปอย่างสุดอาลัยไม่กลับมา
จอห์น บราวนิง และแมทท์น้องชายร่วมสายโลหิต ได้ดำเนินกิจการสร้างปืนต่อจากบิดาพร้อมด้วยการสนับสนุนของ “เอ๊ด และ “แซม” เครือญาติห่างๆ ในนามของบริษัท The J.M.and M.S. Browning Company.
แมทท์ และ จอห์นตัดสินใจมุ่งหมายสร้างปืนรวบรวมไว้ในคลังให้มากเสียก่อนจึงจะเริ่มดำเนินการขาย เขาทั้งสองตั้งใจทำการผลิตปืนให้ได้จำนวน 600 กระบอกก่อน และแล้วก็กระทำจริงดังนั้นได้ภายใน 3 ปี พอเริ่มขายก็มีชายหนุ่มผู้หนึ่งนามว่า Thomas Gray Bennett อุตส่าห์เดินทางจาก New Haven, Connecticut มาเยี่ยมเยียนพี่น้องทั้งสองจนถึงที่อาศัย ชายผู้มาใหม่มิใช่ใคร เขาคือบุคคลผู้หนึ่งในคณะกรรมการบริหารงานของโรงงานสร้างอาวุธ “วินเชสเตอร์” หนึ่งในบริษัทสร้างปืนใหญ่ๆ ทั้งหลายในอเมริกา


บันทึกการเข้า
เจษ สยป.ตร.
Moderator
Sr. Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 430


www.jeasada.spaces.live.com


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #7 เมื่อ: พุธ 28 มกราคม 2009, 17:45:27 »

ในประวัติมิได้กล่าวว่า “เบ็นเนทท์” มีความรู้สึกอย่างไรในขณะที่เขาได้เห็นปืนเหล่านี้ของ จอห์น ซึ่งเราพอจะคาดคะเนได้ในเมื่อพิจารณาถึงความจริงที่ว่าในกาลนั้นโรงงาน “วินเชสเตอร์” เองยังมิได้เคยผลิตปืนแบบนัดเดียวออกจำหน่ายเลยสักหนึ่งกระบอก ปืนแบบยิงซ้ำทั้งหลายซึ่งวินเชสเตอร์ผลิตออกจำหน่ายจนมีชื่อในขณะนั้นก็เป็นเพียงปืนขนาดเบาไม่สามารถปรับปรุงดัดแปลงแก้ไขให้ใช้กระสุนช่วงยาวซึ่งจุดินหนักเกิน 90 เกรนขึ้นไปได้ ซึ่งก็กำลังกล่าวกันว่าปืนของวินเชสเตอร์ มีอานุภาพไม่เทียบเท่าไรเฟิลของบริษัท Sharps ไม่เท่าของบริษัท Remington ไม่เท่าของ Ballard และของ Peabody-Martini Rifles ซึ่งปืนของบริษัทเหล่านี้สามารถสร้างขึ้นมาใช้กระสุนยาวจุดิน 120 เกรน ได้แล้วเพื่อการยิงเป้าที่ระยะไกลๆ ถึง 1,000 หลา อันเป็นเกมการกีฬาของชาวอเมริกันตะวันออก และเพื่อการล่าสัตว์ใหญ่ในอเมริกันตะวันตก แท้จริงวินเชสเตอร์กำลังต้องการสร้างปืนขนาดใหญ่ให้ได้เพื่อการแข่งขันตลาดในขณะนั้น
หลักการสร้างปืน 600 กระบอกของบราวนิง มีลักษณะคล้ายคลึงกันกับไรเฟิลของ Sharps แต่กลับสวยงาม เรียบร้อยกว่า, แข็งแรงกว่า, มั่นเหมาะกว่า, นี่เองทำให้ “เบ็นเนทท์” ตกลงซื้อปืนทั้งหมดทีเดียวพร้อมทั้งขอซื้อทะเบียนแบบทันทีทันใดโดยให้ราคาอย่างงาม วินเชสเตอร์ได้ผลิตปืนนี้ออกจำหน่ายตีตลาดจากนั้นไปได้อีกถึง 35 ปี และกลับกลายเป็นบริษัทที่มีชื่อที่สุดในโลกในการผลิตปืนไรเฟิลแบบนัดเดียว ซึ่งไม่มีบริษัทใดจะทำลายประวัติการณ์ได้
เพราะเหตุไร? จอห์น บราวนิงจึงรีบขายปืน 600 กระบอกนั้นพร้อมทั้งทะเบียนแบบไปทันทีทั้งๆ ที่ทราบดี “เบ็นเนทท์” ก็มาจากโรงงานวินเชสเตอร์ซึ่งก็เป็นโรงงานสร้างปืนโรงงานใหญ่มีชื่อเป็นที่ทราบกันทั่วไป ทำไมไม่คิดเฉลียวใจบ้างทีเดียวเชียวหรือว่าปืนของเขาจะมีอนาคตอันไกล (ปัจจุบัน เริ่มมีทำออกมาใหม่อีกครั้ง แต่ ทำในญี่ปุ่นครับ Fabbri)
ในกรณีดังกล่างนี้ บราวนิงทราบได้ดีทีเดียว แต่บราวนิงถือว่าการขายไปได้ด้วยกำไรงามเป็นโชคดีที่สุด เพราะภายใต้ม้านั่งหลังร้านนั้นเขายังมีปืนอีกแบบหนึ่งซุกซ่อนอยู่ ซึ่งเป็นปืนแบบใหม่, ดีกว่า,สวยงามกว่าซึ่งเขากำลังคิดค้นประดิษฐ์ได้ และก็เป็นความจริงทีเดียวดังเขาคาดการไว้ ปืนนี้เป็นปืนยิงซ้ำแบบ “คานเหวี่ยง” มีรูปร่างลักษณะละม้ายคล้ายคลึงกันกับปืนคานเหวี่ยงของวินเชสเตอร์แบบ 1873 ทีเดียว! และปืนแบบซึ่งซ่อนอยู่ใต้ม้า (ไม่ใช่ใต้ตุ่มอย่างที่นิยมกัน) ก็เป็นปืนดีจริงๆ ซะด้วย
ไม่มีผู้ใดภายนอกทราบแน่ชัดว่าปืนใต้ม้านั่ง นั้น วินเชสเตอร์ตกลงซื้อไปในราคาเป็นมูลค่าเท่าไร? นักค้าปืนผู้ชำนาญหลายท่านคาดว่าคงไม่ต่ำกว่า 10,000 (หนึ่งหมื่นดอลล่าร์) แต่ตามที่กล่าวกันแล้ว, ถึงแม้ราคาจะสูงกว่านั้นอีกสัก 4 ถึง 5 เท่า วินเชสเตอร์ก็ยินดีซื้อ!
วิเชสเตอร์ได้ผลิตปืนนี้ครั้งแรกในปี ค.ศ. 1885 และก็สามารถหากำไรต่อมาได้อย่างสบาย และจากนั้นอีกถึง 50 ปี วินเชสเตอร์ได้ดัดแปลงรูปร่างภายนอกใหม่ให้เป็นแบบ 71 แต่เครื่องกลไกภายในคงยังรักษาไว้คงเดิม เพราะได้ทดลองเห็นพ้องกันว่าเป็นหลักการสร้างซึ่งเรียบร้อยสมบูรณ์ดีแล้ว
เบ็นเนทท์พอใจในปืนที่ซื้อไป 2 แบบมาก จนกระทั่งออกปากชักชวน จอห์น บราวนิงให้ไปร่วมงานกับวินเชสเตอร์ด้วยกัน แต่บราวนิงกลับปฏิเสธ เขาชอบความสงบทางใจใน Utah มากกว่า เพราะที่นั้นเขาพร้อมแล้วด้วยอะไรๆ หลายๆ สิ่งหลายๆ อย่าง ในตำบลนั้นเขาเป็นอิสระ ไม่มีใครผู้ใดกวนใจ จะทำการล่าสัตว์เมื่อใดเวลาใดก็ได้ มันเป็นบ้านเกิดเมืองนอนซึ่งให้ความเติบใหญ่และให้ทั้งความมั่งคั่ง นอกจากนั้นยังเป็นผืนดินแห่งเดียวที่บิดา, มารดา, น้องชายและตัวเขาเองได้ย่ำเหยียบย่างก้าวชมไพร ใช้ชีวิตร่วมกันมาอย่างงามสง่าสะดวกสบายในครั้งก่อน.
แต่อย่างไรก็ตามในปี ค.ศ. 1917 โรงงาน “โคลท์” ก็ยังสามารถมัดเขาเข้าไปร่วมงานจนได้ในเมือง “ฮาร์ทฟอรด์” ในการผลิตปืนเพื่อใช้ในการสงครามแบบหนึ่งซึ่งทั่วโลกรู้จักดี ปืนนั้นได้แก่ปืน “บาร์” BAR. ไรเฟิลโอโตเมติค ซึ่งเริ่มใช้ในสงครามโลกครั้งที่ 1 และก็ใช้กันมากในสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่แล้วมายังไม่ทราบว่าจะใช้ในสงครามโลกครั้งที่ 3 หรือไม่ แต่ก็อาจเป็นได้ ปืนนี้มีชื่อเต็มว่าอะไร? เราประชาชนไม่ต้องสนใจ เพราะไม่ใช่ปืนเพื่อการใช้ของเรา ข้าพเจ้าก็ขี้เกียจบอก อยากรู้ลองไปถามทางการทหารดูท่านคงได้คำตอบอย่างง่ายๆ ไม่ต้องเสียเงิน ไม่ต้องถามก็ได้อ่านแล้วคิดดูเอาเองก็คงเข้าใจได้ดีและตีความออก
เมื่อย้อนกล่าวข้อความกลับไปใหม่ ตั้งแต่ปี ค.ศ.1880ในขณะที่กิจการ ในการค้าปืนของ บราวนิงยังคงดำรงอยู่ใน Utah นับแต่ปีนั้นต่อมาจอห์น มักจะไปในเมือง New Haven ปีละครั้งเสมอ และการไปทุกครั้งก็หมายความว่าเขาต้องไปเยี่ยมโรงงาน “วินเชสเตอร์” ทุกคราวและก็ไม่เป็นการแปลกประหลาดอันใดที่จะกล่าวว่า “วินเชสเตอร์” ได้ตกลงซื้อแบบปืนใหม่ๆ ที่เขาคิดขึ้นได้ทุกปีตลอดระยะเวลาต่อมาอีก 25 ปี จอห์น บราวนิง คิดแบบซึ่ง “วินเชสเตอร์” นำไปใช้ในการผลิตปืนโมเดลต่างๆ ถึง 11 แบบ และก็ยังทำการตกลงซื้อเป็นการกันท่าบริษัทอื่นไว้ แต่มิได้ใช้ในการผลิตถึงเกือบ 20 แบบ ถ้าท่านมีโอกาสไปชมโรงงานวินเชสเตอร์แล้วอย่าลืมเพื่อการศึกษา ท่านจงไปชมดูให้ได้เพราะในจำนวนเกือบ 20 แบบที่วินเชสเตอร์มิได้สร้างขึ้นนั้น มีหลายแบบที่ประณีตดีกว่าแบบต่างๆ ที่ได้ผลิตออกมาจำหน่ายเสียอีกด้วย
มิใช่แต่ปืนไรเฟิลอย่างเดียวที่ จอห์นคิดสร้างให้แก่วินเชสเตอร์ เขาได้สร้างปืนลูกซองแบบคานเหวี่ยงซึ่งทางโรงงานก็ได้ผลิตขาย แล้วก็สร้างปืนลูกซองแบบโยนลำ Model 1893 ซึ่งภายหลังได้ยกเลิก, แล้วสร้าง Model 1897 ขึ้นมาแทนโดยฝีมือของบราวนิงเอง.
ในระหว่างการคิดประดิษฐ์ปืนลูกซองแบบต่างๆ ดังกล่าวบราวนิงก็ยังคิดแบบไรเฟิลให้อีกเช่นแบบ 1892. แบบ 1894. ซึ่งใช้กระสุนแบบ 30-30 (Thirty-Thirty) และก็แบบ 1865. ปืนเหล่านี้เป็นแบบยิงซ้ำทั้งสิ้น มีปืนไรเฟิลแบบลูกเลื่อนแต่บรรจุได้ทีละนัดอยู่ 2-3 แบบที่บราวนิงได้ค้นคิด. ซึ่งทาง “วินเชสเตอร์” ได้ผลิตออกจำหน่ายเช่นกัน.
ในเมื่อราวปีค.ศ. 1910 หรือ 1911 บราวนิงได้มาหาโรงงานวินเชสเตอร์อีกการมาหาครั้งนับได้ว่า เป็นการมาหาครั้งใหญ่ในประวัติศาตร์ด้านอาวุธปืน ซึ่งกลายเป็นแผลใหญ่เรื้อรังในดวงใจของชาวอเมริกันเรื่อยมาไม่มีวันจะเยียวยาให้หายได้จนชั่วกัลปวสานต์
ในการมาครั้งนี้ จอห์นนำแบบปืนยาวลูกซองแบบกึ่งอัตโนมัติมาด้วย จอห์นได้ใช้ความพยายามอย่างยิ่ง และความชำนาญที่มีทั้งหมดพร้อมด้วยกำลังใจทั้งสิ้นทุ่มเทลงไปในการคิดสร้างปืนนี้
ท่านผู้อ่านซึ่งยังไม่ทราบซึ้งในปืน ก็ย่อมจะไม่ซึมซาบถึงความยากในการคิดค้นแต่ประการใด และถ้าข้าพเจ้าจะบอกว่าเป็นการยากจริงๆ ท่านก็จะหาว่าข้าพเจ้าอวดตัวคุยเก่งเบ่งว่ารู้ดี
กระสุนลูกซองในโลกมีมากมายหลายอย่างแรกผลิตออกมาจากต่างๆ โรงงาน ดังนั้นจึงไม่เป็นการแปลกประการใดที่กล่าวว่าการแตกต่างในกำลังขับของดินมีมากมายหลายชั้นหลายแบบ การแตกต่างนี้เองเป็นการยากที่จะให้ปืนกระบอกใดปฏิบัติงานให้เรียบร้อยดีได้โดยใช้กระสุน ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ของโรงงานใดๆ ก็ได้ผลดีทั้งนั้น.
บราวนิง ได้ใช้สมองของเขาแก้ปัญหานี้ตกไปได้อย่างฉลาดด้วยการอาศัยอุปกรณ์หักร้างความแตกต่างในกำลังขับดิน (a friction shock Absorber) ซึ่งสามารถปรับได้ทันใดเพื่อให้ปืนนั้นเหมาะสมกับสภาพในกำลังขับของกระสุนที่จะนำมาใช้ยิงกับปืนนั้น.
เขานำปืนไปให้ “วินเชสเตอร์” พิจารณาดูและกล่าวว่าปืนกระบอกนี้แบบนี้เขาได้คิดประดิษฐ์สร้างขึ้นมาด้วยความยากลำบากแสนเข็ญ ดังนั้นจึงไม่อยากจะขายสิทธิ์ปืนอย่างเด็ดขาดตัดตอนเหมือนอย่างก่อนๆ เขาต้องการข้อสัญญาเป็นเพียงให้เช่าแบบเพื่อผลิต (A Royalty) โดยทางบริษัทคิดปันผลให้เป็นรายกระบอกแล้วแต่จะพิจารณาเห็นสมควร
ในขณะนั้น “เบ็นเนทท์” เองก็เป็นคนสำคัญในบริษัทวินเชสเตอร์และก็เป็นผู้มีอำนาจสิทธิ์ขาดในการตัดสินปัญหานี้ด้วย เพราะเขาเองก็เปรียบเหมือนผู้สร้างกำลังทุนให้แก่บริษัท เนื่องจากผู้จัดการติดต่อนำแบบการสร้างของบราวนิงมาใช้ในการผลิตอาวุธ
แต่คำตอบที่ได้คือการปฏิเสธข้อตกลงโดยสิ้นเชิงโดยมิได้เห็นแก่หน้าว่าเป็นเพื่อนใกล้ชิดสนิทกันมานาน และโดยมิได้คำนึงถึงข้อเสียหายซึ่งจะเป็นการอับอายแก่ชนอเมริกันเองไปตลอดกาล เพราะการเห็นแก่ตัวของ “เบ็นเนทท์” เองแท้ๆ จึงสร้างบาดแผลเรื้อรังไว้ไม่สามารถจะรักษาให้หาย
เมื่อได้รับการปฏิเสธจากวินเชสเตอร์ บราวนิงก็หันหน้าไปหาโรงงานผลิตอาวุธแห่งใหม่ แต่ก็เป็นคราวเคราะห์ร้ายที่เจ้าของโรงงานนั้นเกิดตายเสียอย่างกระทันหัน “เมื่อคืนนี้เอง”
เดือน ก.พ. 1902 บราวนิงลงเรือมุ่งไปยังเบลเยี่ยมทันที และก็เสนอให้เช่าแบบการสร้างนี้แก่บริษัท The Fabrique Nationale D, Aams de Guerre. และ เซ็นสัญญา วันที่ 24 มีนา 1902 พร้อม คำสั่งซื้อ 10000 กระบอก
แน่นอนทีเดียว ชาวเบลเยี่ยมรู้จักเขาดี เพราะในขณะนั้นก็ได้ผลิตปืนพกโอโตเมติคของเขาขายปีละเป็นพันๆ กระบอกอยู่แล้ว จึงรีบรับไว้และช่วยจดทะเบียนแบบให้ในต่างประเทศทั่วโลก ยกเว้นในประเทศอเมริกาแต่เพียงประเทศเดียว
ท่านผู้อ่านคงแปลกใจว่าทำไมโรงงานเบลเยี่ยมจึงได้ผลิตปืนพกโอโตเมติคของบราวนิงอยู่ก่อนแล้ว ก่อนที่เขาจะนำแบบปืนลูกซองไปให้
เรื่องมีอยู่ว่า ตลอดระยะเวลาตั้งแต่ปีค.ศ. 1880 มา จอห์น บราวนิงมิได้คิดออกแบบปืนได้เพียงปีละกระบอกเดียวเพื่อขายแก่โรงงานวินเชสเตอร์เท่านั้น เขาคิดได้ปีละหลายๆ แบบ รวมทั้งปืนลูกซอง, ปืนไรเฟิล, ปืนพกและปืนกลด้วย เขาได้นำแบบปืนพกไปให้โรงงานวินเชสเตอร์ด้วยเหมือนกัน แต่ในขณะนั้นทางโรงงานก็ไม่ได้สนใจ เพราะประชาชนในอเมริกามิได้สนใจในการใช้ปืนพกโอโตเมติค ชาวอเมริกานิยมใช้แต่ปืนพกลูกโม่อย่างเดียว เขาจึงได้ขายแบบปืนพกโอโตเมติกให้แก่โรงงานเบลเยี่ยมดังกล่าว
นอกจากโรงงานในเบลเยี่ยม และโรงงานวินเชสเตอร์ จอห์น ยังสามารถออกแบบขายให้แก่โรงงาน “เรมิงตัน” และโรงงาน “สตีเวน” อีก แต่ชื่อเสียงเขามิได้กึกก้องในอเมริกาเลย เพราะว่าโรงงานในอเมริกันมิได้ใช้ชื่อปืนเหมือนอย่างทางโรงงานเบลเยี่ยม
จอห์น บราวนิง มิได้มีความสามารถแต่เพียงคิดประดิษฐ์ปืนแบบต่างๆ เพื่อการใช้งานในด้านประชาชนแต่อย่างเดียว ยังสามารถออกแบบปืนขนาดต่างๆ ขายให้รัฐบาลเพื่อการใช้ในการสงครามอีกด้วย
วันหนึ่งในปี ค.ศ. 1892 ภายหลังที่จอห์นกลับจากการทำนิติกรรมให้เช่าแบบกับโรงงานเบลเยี่ยมแล้ว ก็ออกทำการล่าสัตว์ซึ่งเป็นกีฬาที่ชอบมากเช่นเคย ในบริเวณทุ่งหญ้าใกล้ทะเลสาบในตำบลบ้านที่อยู่ ในขณะยิงปืนเขาสังเกตเห็นย่อมหญ้าบริเวณหน้าลำกล้องเอนโอนโยนปลายลู่ไปตามกำลังของแก๊ส ปฏิกิริยาอย่างนี้มิใช่แต่เพียงเขาเท่านั้นที่ได้พบเห็น นักยิงปืนทุกคนก่อนนั้นและรุ่นราวคราวเดียวกับเขานั้นก็ได้เห็นกันทุกคน แต่ไม่มีใครได้คิดสะกิดใจ และเขาเองก็ได้เห็นแล้วหลายหนแต่ก็เป็นเพียงครั้งนี้ที่เขาได้ความคิดอันเป็นปัจจัยสำคัญในการเปลี่ยนประวัติอาวุธปืน
แน่นอน จอห์นรีบกลับบ้านทันที เพราะทุกลมหายใจเขาใช้ความคิดไปแต่ในทางการออกแบบสร้างปืน เขาคิดๆ แต่การสร้างปืนเท่านั้น เพราะนั่นเป็นสิ่งที่เขาชอบที่สุด. เป็นสิ่งที่เขารักที่สุด ในขณะที่เขากำลังคิดสร้างปืน เป็นขณะที่คล้ายกับว่าเขาได้อยู่ใกล้ชิดท่านบิดาบังเกิดเกล้าผู้เป็นสุดที่รัก ซึ่งได้จากเขาไปแล้วอย่างใกล้เคียงที่สุดกว่าเวลาใดๆ ในขณะอื่นๆ
เย็นนั้นเขานำแผ่นเหล็กชิ้นหนึ่งมาเจาะรูมีความกว้างโตพอดีที่กระสุนจะวิ่งลอดผ่านไปได้อย่างสบาย เสร็จแล้วก็วางแผ่นเหล็กนี้ไว้หน้าลำกล้องปืน จนรูในแผ่นเหล็กได้ระดับดีกับรูของลำกล้อง และแล้วก็ยิงปืนปล่อยกระสุนออกไป กระสุนวิ่งผ่านลอดรูไปได้โดยมิได้กระทบกับแผ่นเหล็ก แต่นี่มิใช่สิ่งซึ่งเขาพอใจ สิ่งซึ่งทำให้ดีใจปลื้มใจที่สุดดุจสวรรค์บันดาลก็ได้แก่ ปรากฏว่าแผ่นเหล็กนั้นพลอยลอยตามกระสุนไปด้วย โดยกำลังของแก๊ส
บราวนิงมิทราบว่า แก๊สที่พุ่งไปกระทบแผ่นเหล็ก มีรูปร่าง ขนาดและอาณาเขตกว้างใหญ่เป็นเช่นประการใด เพราะไม่สามารถจะมองเห็นหรือวัดได้ด้วยสายตา ซึ่งเขาก็มิได้นึกคิดเห็นเป็นสำคัญที่จะใช้ความกว้างใหญ่ของแก๊สนั้นเพื่ออะไรกัน ความต้องการของเขามีจุดหมายแต่เพียงจะเก็บพลังงานที่สูญหายไปไว้ให้กลับคืนมาเพื่อใช้ให้เป็นประโยชน์
ในขั้นแรก เขาสร้างหลอดดักแก๊สขึ้นอันหนึ่งสวมไว้ที่ปลายลำกล้องแล้วต่อคานอันหนึ่งจากหลอดนี้ไปยังเครื่องกลไกของปืน ด้วยการทดลองอย่างนี้ เขาก็ได้ค้นพบวิธีประดิษฐ์ปืนกึ่งอัตโนมัติซึ่งอาศัยการปฏิบัติงานของแก๊สได้ ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจใช้การเจาะรูลำกล้องเข้าไปและประดิษฐ์ลูกสูบขึ้นใช้ดังที่เราได้เห็นกันแพร่หลายในปืนแบบใช้แก๊สต่างๆ ดังกล่าว นี่เป็นหลักการซึ่งคิดได้โดย จอห์น บราวนิง และได้ยึดถือปฏิบัติกันอย่างแพร่หลายทั่วไป
ด้วยหลักการนี้ ในขั้นแรก จอห์น ก็ได้ขายแบบให้แก่โรงงาน “โคลท์” ใช้ในการสร้างปืนกลให้แก่รัฐบาลสหรัฐฯใช้ในการทำสงครามกับสเปน ที่กล่าวนี้เป็นประโยชน์ขั้นแรกอันยิ่งใหญ่ที่เขาได้สร้างไว้เป็นประเดิมเริ่มแรกในสมัยต้นๆ ทีเดียว
หลังจากนี้มาอีก 2-3 ปี จอห์นได้คิดประดิษฐ์หลักการใช้แรงสะท้อนถอยหลังสำหรับปืนกล ซึ่งโรงงาน “โคลท์” ใช้สร้างให้กองทัพสหรัฐฯ และโรงงานเบลเยี่ยมก็สร้างให้รัฐบาลเบลเยี่ยมด้วยการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงปืนนี้ขึ้นอีกเล็กน้อย ก็สามารถนำไปใช้ในสงครามโลกครั้งที่ 1 และจากการดัดแปลงปรับปรุงใหม่อีกครั้ง ปืนแบบนี้ก็เป็นกำลังสำคัญของหลายประเทศแบบหนึ่งซึ่งใช้ฝ่าฟันหมอกควันของสงครามครั้งที่ 2 จนลุล่วงตลอดไป
ภายหลังสงครามโลกครั้งที่1 ได้สงบลง คณะกรรมการสรรพาวุธของสหรัฐฯ ได้เชิญจอห์น บราวนิง มาปรึกษาพร้อมทั้งให้พิจารณาปืนต่อสู้รถถังแบบยิงทีละนัดขนาด .50 ซึ่งยึดได้จากเยอรมันกระบอกหนึ่ง คณะกรรมการได้ถาม จอห์น ว่าจะสามารถสร้างปืนขนาดนี้ให้เป็นปืนกลได้หรือไม่ จอห์น รับรองว่าได้. และเขาก็ได้กระทำสำเร็จดังคำพูด ปืนกลแบบ .50 ที่บราวนิงประดิษฐ์ขึ้นใช้กระสุนซึ่งมีน้ำหนักเปรียบเทียบได้ 5 เท่าของน้ำหนักหัวกระสุนของปืนไรเฟิลขนาด .30 ซึ่งใช้ในกองทัพทหารราบ ปัจจุบันเป็นกระสุนที่มีความเร็วและมีอานุภาพอย่างพิสดารซึ่งก็ปกปิดเป็นความลับอย่างมิดชิดไม่ยอมเปิดเผยกัน. แต่รถเกราะในสมัยใหม่ก็แข็งแรงเกินไปกว่าประสิทธิภาพของปืนนี้จะทำลายได้ แต่ถึงอย่างไรปืนก็ยังเหมาะกับการใช้เจาะเกราะของเรือบินได้อย่างดี จึงได้นำปืนนี้ขึ้นมาใช้ในอากาศเป็นอาวุธประจำเครื่องบินของฝ่ายอเมริกาและอังกฤษตลอดสงครามโลกครั้งที่ 2 ความว่องไวในการปฏิบัติงานของปืนสามารถใช้ยิงได้ถึง 500 นัดต่อ 1 นาที ซึ่งก็เหมาะดีกับการใช้ในกองทัพบก แต่ในด้านการใช้งานบนอากาศซึ่งต้องใช้ยิงเป็นเคลื่อนที่ไปในอัตราความเร็วสูงจึงจำเป็นต้องดัดแปลงปรับปรุงใหม่ให้ใช้ยิงได้เป็นจำนวนมากขึ้นไปอีก จึงได้จัดการแก้ไขเปลี่ยนแปลงขึ้นใหม่จนใช้ยิงได้ถึง 1,450 นัดต่อ 1 นาที
ปืนพกโอโตเมติกกระบอกแรกที่ จอห์นคิดได้และขายให้แก่ บริษัท เบลเยี่ยมไป ประมาณได้ในปี ค.ศ. 1897 ทางโรงงานได้ผลิตปืนแบบนี้ขึ้นเป็นปืนประจำกระเป๋าขนาด .25 (6.35 ม.ม.)(น่าจะเป็นขนาด 7.65x15.5 SR BRW Fabbri) และได้ทำการจำหน่ายใจตลาดทั่วไปในปี ค.ศ. 1900 และจากนั้นก็ได้สร้างปืนขนาด 9 ม.ม. โอโตเมติกโดยอาศัยแบบของเขาอีกในปี ค.ศ. 1907 เมื่อบริษัทนี้ได้ผลิตปืนขนาด 9 ม.ม. ดังกล่าวได้ถึงจำนวนที่ 1 ล้านกระบอก ซึ่งเป็นเวลาก่อนหน้าสงครามโลกครั้งที่ 1 เพียงเล็กน้อย ( ปี 1899-1906 ขายได้ 250000กระบอก 500000 กระบอกในปี 1908 และ 1000000 กระบอก เมื่อปี 1912 Fabbri) พระเจ้า Albert แห่งกรุงเบลเยี่ยมก็ประทานราชทินนามให้จอห์นว่า Chevalier de I, Ordre de Leopold (ข้าพเจ้าเองอ่านไม่ได้และก็แปลไม่ถูก)
ในขณะนั้นโรงงาน “โคลท์” ก็ลงมือสร้างปืนพกจากแบบของบราวนิงเช่นกัน และกองทัพอเมริกาก็ได้สร้างปืนพกขนาด 11 ม.ม. ขึ้นเป็นปืนสงคราม โดยอาศัยแบบของบราวนิงอีก ปืนขนาด 11 ม.ม. ที่กล่าวนี้ก็คือปืนพกที่กองทัพบกของไทยใช้อยู่ประจำในปัจจุบัน ทุกคนทราบดี (ไม่เป็นความลับ) เป็นหลักการสร้างจากสมองของบราวนิงด้วย
ทำไมจอห์น บราวนิง สมองของบราวนิง จึงสุขุมมาก เป็นอย่างนี้? นี่เป็นสิ่งแปลกที่สุด แต่ข้าพเจ้ากำลังจะบอกกับท่านว่ายังมีความจริงที่แปลกประหลาดยิ่งไปกว่านั้น ท่านทราบไหมว่าอะไร?
ท่านที่รัก ตัวของบราวนิงเองไม่มีฝีมือในการเขียนแบบเลย เขาเขียนอย่างคนธรรมดาที่ไม่มีการศึกษาในการเขียนแบบได้เท่านั้น และเขาก็ไม่ชอบเขียนมากนัก ปืนทุกอย่างทุกกระบอกที่เขาคิดประดิษฐ์ขึ้นมาได้ไม่เคยอาศัย การเขียนร่างเป็นแบบมาก่อน ซึ่งนับว่าเป็นสิ่งที่นักออกแบบทั้งหลายแทบจะไม่คิดเชื่อเลยว่าจะเป็นไปได้ แต่ก็เป็นไปแล้ว เกิดขึ้นแล้วโดยจริง โดยวิธีของจอห์น บราวนิงที่ใช้มา!
แต่ครั้งก่อน ในสมัยที่ยังไม่มีชื่อเสียงรุ่งเรืองเลื่องลือเป็นที่รู้ทั่วไปซึ่งเมื่อเปรียบกับคนไทยก็อาจกล่าวได้ว่า ในสมัยที่เขายังเป็นเพียงชั้น “นายจอห์น” หรือตามที่พรรคพวกเพื่อนฝูงมักนิยมเรียกกันว่า “……จอห์น” อยู่ การสร้างปืนของเขาได้สำเร็จลุล่วงไปด้วยแรงงานของ “เอ๊ด” ลูกพี่ลูกน้องห่างๆ จอห์น และเอ๊ด บราวนิงสร้างปืนขึ้นมาได้โดยไม่ต้องคำนึงถึงว่าปืนที่สร้างขึ้นมานั้นจะเป็นแบบอะไรๆ ก็ไม่แปลก เมื่อเขาต้องการเหล็กสักชิ้นสักแผ่น หรือสปริงสักตัว เขาก็เที่ยวเดินหาไปตามซากรถเก่าๆ ตามบ้านเก่าๆ ที่ผุพังตกค้างเหลือทิ้งไว้ หมุดที่เขาใช้ทำปืนก็คือตะปูตอกพื้นบ้านเป็นส่วนใหญ่ ตะปูเพียงตัวเดียวก็ใช้ทำหมุดได้หลายอัน ต้องการหมุดใหญ่ก็ใช้ตะปูตัวใหญ่ อยากได้หมุดเล็กก็ใช้ตะปูตัวเล็ก ถ้าต้องการหมุดขนาดเล็กลงไปอีกก็ใช้ตะไบกล่อมเกลาลงไปให้ได้ขนาด จอห์นสร้างปืนขึ้นมาในทางปฏิบัติทั้งสิ้น
ในขณะที่จอห์นกำลังทำงานกับบริษัท “โคลท์” เขาก็รู้สึกสบายขึ้นกว่าอยู่บ้าน เพราะโคลท์มอบห้องทดลองรวมทั้งเศษเหล็กและเครื่องมือต่างๆ ให้เขาทั้งหมดเลยโดยเฉพาะ ซึ่งเขาไม่ต้องเหนื่อยหรือเสียเวลาเที่ยวเดินหาเศษเหล็กตามถนนหรือที่ใดๆ ให้ลำบากต่อไป
เมื่อในขณะที่อยู่ในห้องทดลองของ “โคลท์” บราวนิง ชอบใช้กรรไกร ดินสอ กระดาษแข็งและเข็มหมุดมาก เมื่อสมองเขาคิดเครื่องกลไกอันใดได้ชิ้นหนึ่งเขาก็เขียนรูปร่างลักษณะของวัตถุชิ้นนั้นลงบนกระดาษแข็ง แล้วตัดออกมาด้วยกรรไกรตามรอยร่างที่เขียนไว้ แล้วใช้เข็มหมุดปักลงบนตรงบริเวณที่คิดว่าควรจะเป็นจุดแกนแห่งการหมุนของเครื่องกลไกนั้นแล้วก็นั่งหมุนไปหมุนมาสังเกตปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นต่อไป และในขณะนั้นก็ดูเหมือนว่า เขากำลังนึกวาดภาพว่ากลไกชิ้นต่อไปว่าควรมีรูปร่างลักษณะอย่างไร? และจะรับช่วงกำลังต่อเนื่องกันประสานกันได้อย่างไร? ….ฯลฯ
เขามักจะมีกรรไกรสองอันติดตัวประจำกระเป๋าเสมอหรืออาจจะกล่าวกันได้ว่าเขาสร้างปืนด้วยกรรไกรนั้นเอง เมื่อเขานึกพอใจในรูปร่างของชิ้นกลไกในมโนภาพของเขาแล้ว เขาก็หยิบมันขึ้นมาตัดกระดาษและนำชิ้นกระดาษไปให้ช่างเหล็กของโรงงานประดิษฐ์ขึ้นเป็นชิ้นกลไกจริงๆ ที่ต้องการ เขาใช้หัวแม่มือและนิ้วชี้ของเขาบอกขนาดหนา บาง กว้าง ใหญ่ ของชิ้นกลไกที่ปรารถนา
นายช่างมักบอกกับเขาเสมอว่า “เดี๋ยวก่อนจอห์น จะเอาหนาเท่าไรขอให้วัดดูก่อน” แล้วนายช่างก็จะใช้เครื่องมือวัดความกว้างซึ่งเป็นความถี่ห่างที่หัวแม่มือและนิ้วชี้ของเขาบอกไว้แล้วก็อ่านออกเป็นเช่น “7/8 นิ้ว, โอเค, จอห์นเดี๋ยวมาเอาไป!”
เมื่อได้ส่วนประกอบครบ และประกอบเป็นปืนหยาบๆ ขึ้นได้แล้ว จอห์นก็จะนำปืนนั้นไปทดลองยิง การยิงของเขาก็กระทำเพียงนัดเดียวก่อน แล้วก็ถอดปืนออกมาดูส่วนต่างๆ ใหม่ สังเกตจาการเสียดสีของเครื่องกลไก ทุกชิ้นทั้งหลายจนละเอียดแล้วจึงตัดสินใจว่าส่วนไหนควรจะชุบให้อ่อนให้แก่แข็งมากน้อยเพียงไร เมื่อทำการปรับปรุงใหม่ได้ตามความปรารถนา เขาก็ประกอบปืนขึ้นใหม่อีกแล้วก็เอาไปยิง ยิง ยิง เรื่อยไปจนเขาพอใจถ้ายังไม่ดีก็ถอดออกดูดัดแปลงใหม่ เขากระทำดังนี้เรื่อยๆ ไปนี่คือวิธีการคิดค้นสร้างปืนของ จอห์น บราวนิง อย่างแท้จริง ซึ่งเย้ยช่างเขียนแบบให้ได้อาย
การขายแบบของจอห์นก็คือการขายปืนกระบอกนั้นที่เขาทำขึ้นมานั่นเอง มิใช่เป็นการขายแผ่นกระดาษแบบแปลนที่ได้เขียนรอยจารึกลายเส้นไว้ดังได้กระทำกันในสมัยนี้
บางครั้งเขาคิดไม่ออก เขาใช้ฝ่ามือตบศีรษะของเขาเองแล้วก็หยุดทำงาน ออกไปเที่ยวเดินยิงนก-ตกปลา-ตามความพอใจสัก 3-4 วัน แล้วกลับมานั่งหมุนกระดาษใหม่
เขามีนิสัยไม่ชอบพูดกับผู้ใดในเรื่องอะไร แต่ถ้าพูดถึงเรื่องปืนแล้วเขากลับชอบใจ มักจะคุยได้ดีและนานมากกว่าใครๆ ( ไม่ใช่แต่ บราวนิง นักออกแบบและช่างทำปืน หลายๆ คนที่รู้จักก็มีนิสัยแบบนี้ Fabbri)
จอห์น บราวนิง จากไปแล้วเมื่อ แปดสิบปีก่อนโน้น ( ด้วยโรค หัวใจ ในห้องที่ทำงาน ที่รายล้อม ด้วย แบบและชิ้นส่วนอะไหล่ปืน ที่เขาทำขึ้นมา เมื่อปี 1926 ด้วยอายุ 71 ปี 1855-1926 ) เขาสูดกลิ่นไอจากโลกครั้งสุดท้ายที่เมือง “ลีเอจ” แห่งเบลเยี่ยมแต่ปืนของเขายังอยู่ ชื่อของเขาก็ยังอยู่ เหล่านี้ช่วยให้ข้าพเจ้าหาเงินจากการเขียนหนังสือเกี่ยวกับเรื่องปืนผาหน้าไม้ได้มาจนบัดนี้
บันทึกการเข้า
เจษ สยป.ตร.
Moderator
Sr. Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 430


www.jeasada.spaces.live.com


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #8 เมื่อ: พุธ 28 มกราคม 2009, 17:47:50 »

ราคาถูกแต่อนุภาพสูงส่ง
อย่าลืมว่าปืนลูกซอง เป็นปืนที่ถูกที่สุดในโลก และ เป็นปืนที่แพงที่สุดในโลกเช่น กัน (ปืนสั้นไม่ว่าขนาดใดทำจากทองแท้99.99% ทั้งกระบอก ก็ยังซื้อปืนลูกซองที่ทำจากเหล็กและไม้ บางกระบอกไม่ได้) ปืนลูกซองเป็นปืนที่ยิงง่ายที่สุด และ ยิงอยากที่สุดเช่นกัน ตัวอย่าง ปืนลูกซองยิงนกเกาะเป็นฝูงไปนัดเดียวได้นกตั้งหลายตัว เวลายิงนกบินตั้งหลายนัดไม่โดนนกสักตัว ปืนลูกซองเอาไว้ยิงเป้าบินจึงเป็นกีฬา ยิงเป้านิ่งเช่นนกหรือสัตว์นิ่งๆไม่เป็นกีฬา เขาเรียกนักฆ่า

ปืนลูกซองก็คือท่อขนาดกว้างหน่อยที่ด้านท้ายทำให้มีขนาดเท่ากับกระสุนลูกซอง ขนาดต่างๆ แล้วก็ทำกลไกนกสับเพื่อเอาไว้ตีไปที่แก็ปตรงท้ายกระสุน พูดสั้นที่สุด คือ ไม่ต้องทำเกลียวในท่อนั้นเลยครับ ไม่มีการมาวัดกลุ่มกระสุนกันว่าแม่นยำขนาดไหน ไม่ต้องห่วงว่าจะยิงกันไกลมากไหม ไม่ต้องมีศูนย์ หลัง มีแต่ ปุ่มเม็ดบัว ที่ปลาย ถั—ลำกล้องหน้า เท่านั้น ปืนลูกซองพัฒนามาจากปืนแก็ป หรือ ปืนคาบศิลา ( ปืนแก็ป กับ ปืน คาบศิลา ต่างกันที่ นกสับ ) ที่เป็นปืนบรรจุปากลำกล้องนั่นเองครับ เหมือน พระแสงปืนข้ามแม่น้ำสะโตง ชุดลั่นไกก็ไม่ต้องเฉียบคมอะไรนักเพราะยิงออกไปแต่ละนัด กลุ่มลูกปรายบานเป็นกะโด้ง ใช้ขนาดกะโด้งเปรียบเทียบ มันก็เท่านั้นจริงๆครับ เส้นผ่าศูนย์กลาง 30 นิ้ว ปืนลูกซองราคาถูกๆ มีมากมายครับ เดี่ยวตราเสือ สั่งพิเศษยิงลูกโดดได้ เดี่ยว ไบคาน (ไม้คาน) คือตัวอย่างของปืนที่กล่าวถึง

ปืนลูกซองแพงที่สุด แพงเพราะเอางานศิลป์ใส่ลงไปในงานปืนครับ ปืนลูกซอง บางแบบ มีแก้มด้านข้างที่แบนกว้างที่สุดกว่าปืนใดๆ ช่างแกะสามารถใส่จินตนาการณ์หรืออารมณ์ของงานศิลป์ลงไปได้เต็มที่ ต้องสะกดใจตัวเองครับ เวลาดูความงามเหล่านี้ และอย่าไปถามราคา เพราะจะทำให้อารมณ์อันสุนทรีสะดุดไป งานศิลป์ข้างปืนลูกซองอาจมีราคาสูงถึง 50,000 ยูโร ยังไม่รวมค่าปืนนะครับ นั่นคือความแพง

ลองนึกเหมือนเราๆท่านๆ มีบ้าน เราก็สามารถอยู่อาศัย มีความสุขสบายดีแล้ว เราไปเห็นบ้านข้างๆมีสนามหญ้า จัดสวนสวยงาม ภายในบ้านแขวนรูปวาดสวยงาม มีงานศิลป์ตั้งโชว์ ก็คิดเปรียบเทียบได้คล้ายๆกับครับ ก็บ้านที่มีความสุข อยู่กันพร้อมหน้า เหมือนๆกันใช่ไหมครับ ปืนลูกซองกระบอกดำปี๋ กับกระบอกแกะลายสวยงาม ยิงได้แต้ม หรือยิงไปได้กลุ่มเหมือนกันครับ ต่างกันแค่ความสุขของเจ้าของเท่านั้น ความแม่นยำไม่ต่างกันเลย นั่นแหละครับ ปืนถูกกับปืนแพง
ในการล่าสัตว์ ความสามารถในการสังหารสัตว์อย่างแม่นยำและแน่นอน ย่อมเป็นที่ถูกอกถูกใจของนายพราน ลองเปรียบเทียบการใช้ปืนลูกกรดยิงนกที่เกาะบนต้นไม้ ผมว่าเป้าหมายขนาดเล็กๆนั้นยิงโดนยากนะครับ แล้วเป้าเดียวกันเราใช้ปืนลูกซอง แค่ยกปืนขึ้นชี้ไปที่เป้าให้ตรง เป้าที่อยู่นิ่งๆจะหลุดรอดกลุ่มลูกปรายขนาดกระด้งไปได้เหรอ ปืนลูกซองยิงง่ายก็เป็นดังนี้แหละครับ แต่ท่านต้องเลือก ปืนลูกซองและกระสุนให้เหมาะ สมด้วยครับ เพราะ มีกระสุนให้เลือก กว่า 15 แบบ มีม่านกระสุนให้เลือก กว่า 7 แบบ ( โช๊ค Choke )

เรามาพูดถึงปืนยิงเป้าบินกันดีกว่า มีร้านปืนหลายร้าน มีคนเขียนเรื่องปืน มีคนทดสอบปืน แม้แต่คนบางคนที่ยิงเป้าบินพอพูดถึงปืนลูกซองแฝดลำกล้องซ้อน ก็มักจะบอกว่านั่นคือปืนยิงเป้าบิน ทั้งที่ไม่ใช่ จะด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ เพราะแต่ละคนมีเหตุผลไม่เหมือนกัน บางทีรู้ก็แกล้งไม่รู้ ปืนแฝดลำกล้องซ้อน ทำมาเป็นปืนยิงนกมากกว่ายิงเป้าบิน เคยพบบางคนยิงเป้าบินประเภท Skeet ได้ดีแต่น่าจะยิงได้ดีกว่านี้เพราะอะไรรู้ไหมครับ
คำตอบคือ แกใช้ ปืนSporting ยิง เพราะที่ร้านขายปืนบอกว่าเหมือนกันเพียงแต่เปลี่ยนโช๊คเท่านั้นให้มันกว้างเขาไว้ ถ้าจะยิงTrapก็เอาแคบเข้าไว้ เพราะต้องยิงไกล ฉะนั้นโปรดเข้าใจว่าปืนลูกซองแฝดซ้อนไม่ใช่ปืนยิงแข่ง Skeet & Trap ทุกยี่ห้อและทุกรุ่น ต้องเลือก แม้แต่ปืน Copy เช่น Keyman ลอกแบบ Perazzi citoriลอกแบบBrowning ยิงอย่าไรก็ไม่ถึงดวงดาว เพราะต้นทุนที่ต่ำ กับ ประสบการณ์ ที่ต่างกัน ปืนที่ดีต้องอยู่ที่สมดุล และ พานท้าย ทำไมปืน H&H จึงแพงกว่าปืนไอ้หยา [AyA]หลายเท่า ทั้งทีอะไหล่ปืนH&Hก็มาจากปืนไอ้หยา เพราะการทำที่ปรานีตกว่ารู้จัก สมดุลของปืนและรู้จักการทำพานท้าย ที่ยอดเยี่ยม ปืนสั้น มีศูนย์หน้าและศูนย์หลัง แต่ ปืนลูกซองไม่มี ศูนย์ปืนลูกซองอยู่ที่พานท้าย และปืนลูกซองไม่ได้ยิงกระสุนเป็นกลุ่มหลายเม็ดทีเขาชอบเรียกกัน แต่ลูกซองเวลายิงกระสุนออกไป เขาเรียกว่า ม่านกระสุน ถี่หรือห่าง แล้วแต่โช๊ค เอาแค่นี้ก่อน
ปืน SKEET & Trap ถ้าจะซื้อ กรุณาดูให้แน่ๆถามมากๆแล้วจะไม่เสียใจ เพราะปืนราคาไม่ใช่ถูก บางคนขอเงินพ่อแม่มาแล้วจำนวนมาก เสียทั้งเวลาเรียน เสียเงิน เสียทอง ค่ากระสุน เสียเวลาคุยโทรศัพย์ คุยกับแฟน คุยกับกิ๊ก ไม่ยักคุยกับคนรู้ หรือ เข้า มาคุยที่ Guns And Game หรือ ชนคนรักมีด ยิงยังไงก็ไม่ได้คะแนน จนหมดกำลังใจ เพราะ ซื้อปืนผิด ยังขอยืนยัน นั่งยัน ต้องใช้ Beretta 682 Dt10 Perazzi Mx8 เท่านั้น สำหรับ Skeet Browning B25 ก็ได้ถ้ามี และ Perazzi MX8 Beretta DT 10 สำหรับ Trap หรือ Beretta ASE Goldหรือ Browning B25 ก็ได้ถ้าหาได้ นอกนั้นเป็นตัวประกอบ แสดงฉากเดียวแล้วตาย
ปืนที่ดีสำหรับเราจุดแรกคือ พานท้าย ต้องได้ขนาดและสัดส่วนที่ดี สมดุลที่ เหมาะสม โช๊คที่ทำด้วยความปราณี ลำกล้องที่แข็งแรง ยิงนัดแรก กับยิงนัดที่ 50 ขณะแข่ง ม่านกระสุนต้องเหมือนกับ ไม่ใช่ 10นัดแรก ม่านแคบ ที่เหลือเมื่อลำกล้องร้อนแล้วไม่รู้ม่านหายไปไหน เหมือนขุนแผนฟันม่านขุนช้าง ล่อนจ้อนเลย นักกีฬายิง Trapจะใช้โช๊คกว้างหรือแคบอยู่ที่นิสัยคนยิง คือยิงช้าหรือยิงเร็ว ต้องเลือกให้ดี เพื่อนคนทีออกแบบ MX8 ยิงTrapเมื่อปี 1964 ที่โตเกียวได้เหรียญทองโอลิมปิก สมัยก่อนต้องยิง 200นัด สมัยนี้ยิงแค่ 150นัด ยิง200นัด ผิดไป 2นัด ได้ 198 คะแนน ใช้นัด 2 แค่ 5นัด เท่านั้น (การยิง สกีต ยิงได้นัดเดียวต่อเป้า แทป ยิงได้ สองนัดต่อเป้า ) และคนนี้เป็นคนสอนให้รู้จักดูและเลือกปืน แต่คนไทยที่ยิ่งใหญ่มากสำหรับผมที่สอนให้รู้จักปืน คือใคร ก็ คือ ท่าน วิจิตต์ ศิริเธียน ผู้เขียนหนังสือชื่อ คู่มืออาวุธปืน ถ้าได้อ่านแล้วไม่ต้องหาหนังสือเมืองไทยเล่มไหนอ่านอีก

ที่มีคำถามว่า เหล็กที่ใช้ทำลำกล้อง ต้องเป็น Boehler หรือไม่ มาขยายความต่อสักหน่อยนะครับ เหล็กทำลำกล้องที่กล่าวว่ามีคุณสมบัติไม่ขยายตัวเมื่อลำกล้องร้อน ทำให้กลุ่มกระสุนคงที่แม้นว่าจะยิงกันจนลำกล้องร้อนจัด ก็คือ Boehler antinit steel นั่นเองครับ

คำตอบจากท่านลูกซอง สั้น ดังนี้

ปืน Perazzi MX 8 ปัจจุบัน ก็ไม่ได้ใช้ Boehler antinit steel นะครับ ปืน Beretta DT 10 ก็ไม่ได้ใช้นะครับ ผมคิดว่าเราต้องเชื่อถือมาตรฐานการคัดเลือกลำกล้องของทั้งสองโรงงานเอาไว้ก่อน ถ้าลำกล้องดิบที่ทำเอาไว้ไม่ได้ตามมาตรฐานขนาดหนึ่งที่ทางโรงงานตั้งเอาไว้ ก็คงจะถูกคัดทิ้งไป ลำกล้องที่ใช้ได้ก็จะผ่านการตรวจสอบและจะดัดลำกล้องให้ตรง เป็นความจริงที่ว่าเหล็กลำกล้องปืนลูกซองที่ถูกดัดเอาไว้จะขยายตัวและคืนตัวกลับไปคดดังเดิมเมื่อลำกล้องร้อนจัด และจะส่งกลุ่มกระสุนไปที่อื่นตามแต่ว่าลำกล้องคดไปทางไหน

ตามข้อมูลที่ได้รับฟังมาจากโรงงาน Perazzi ลำกล้องที่ออกจากสายการผลิตลำกล้องดิบ และตรวจดูแล้วว่าตรง จะถูกคัดไปทำลำกล้องปืนเกรดสูง SCO ดังนั้นก็พอจะสรุปเหมาเอาว่า พวก MX 8 ปืนมาตรฐานเกรดแข่งขันทุกกระบอก ใช้เหล็กลำกล้องดัดทุกกระบอก (มั่ง ?)
อ่านมาแล้วเข้าใจไหมครับ ทำไมผมหลงรัก Beretta ASE 90 และ ASE Gold เพราะใช้ลำกล้องเหล็ก Boehler antinit steel ครับ
55


เรามาว่ากันเรื่องลำกล้องต่อดีกว่า ที่ว่าลำกล้องดีหรือไม่ดีนั้นไม่ได้อยู่ที่เหล็กอย่างเดียว เหล็ก Boebler ดี แข็ง และเป็นสปริง มีหลายยี่ห้อใช้ทำลำกล้อง และ โครงปืน รวมถืง Browning ด้วย ข้อเสียรมดำอย่างไรก็ไม่ดำ ตะกั่วเงินที่ใช้เชื่อมมักมีปัญหา ใช้ยิงติดต่อกันมากๆจนลำกล้องร้อนจัด ก็จะทำให้ Rib แตก ดังที่เราเห็นทั่วไป


ที่ว่าลำกล้องที่ดีนั้น ไม่ใช่เพราะดัด หรือ ไม่ดัด เพราะเวลาเขาดัดลำกล้องเขาดัดตอนเย็น ไม่ใช่บ่ายๆ ยิงร้อนยังไงก็ไม่กลับที่เดิม ทุกโรงงานปืนที่ทำลำกล้องเอง จะมีเครื่องดัดทั้งนั้น รวมถึง H&H Puredy Perazzi Beretta
ลำกล้องที่ดีต้องใช้เหล็กดี โรงงานไม่ยอมบอก เลยไม่รู้ บางทีเขาพูดอิตาเลี่ยนเราก็ฟังไม่ออก คนแปลจากอิตาเลี่ยนเป็นอังกฤษก็ไม่ค่อยอยากแปล พอได้แท่งเหล็กมาแล้วเขาจะใช้สว่านเจาะรูให้ตรง พอได้ลำกล้องที่มีรูแล้ว ก็จะกลึงภายนอก ลำกล้องที่ดี ผนังลำกล้องจะต้องเท่ากันตลอด ไม่ใช่บางจุดหนา บางจุดบาง เพื่อความร้อนจะได้แผ่กระจายเท่าๆกัน เม็ดกระสุนที่อยู่ในถ้วยพลาสติก จะได้ไม่บิดเบี้ยวและเดินทางตรง ทีนี้พอทำเสร็จแล้วก็ต้องดูว่าที่เรากลึงจนได้ความหนา บาง ตามที่เราต้องการแล้ว ดีหมดแล้ว ดันบิด เบี้ยว งอ ที่นี้และ ก็ต้องส่งให้ช่างดัด ให้ตรง โดยใช้วงกลม 360 องศา มีทีขันรอบด้าน ดัดแล้วจะต้องไม่กระทบกับรูข้างใน เครื่องวัดที่ดีที่สุดคือ สายตาช่าง เขาแค่ยกขื้นมาส่องดูเท่านั้นก็บอกได้แล้วว่า ลำกล้องบิดไปทางไหน ต้องแก้อย่างไร ต้องยอมรับว่าเป็นอาชีพของเขา เคยเอาปืนที่ประกอบแล้ว ไปให้ช่างพวกนี้ดู เขาจะบอกเราได้เลยว่าปืนกระบอกนี้ยิงแล้ว ม่านกระสุนจะไปทีใด ซ้ายหรือขวา บนหรือล่าง จากจุดที่เราเล็ง ฉะนั้นลำกล้องปืนที่ดีจะแพงมาก และ ถ้าไม่ต้องดัด ทำออกมาแล้วใช้ได้เลยยี่งแพงมาก ลำกล้องปืนที่ดัดแล้วประกอบแล้วจะไม่มีทางกลับไปเหมือนก่อนดัด ส่วนลำกล้องปืนถูกๆ ก็จะใช้ท่อแป๊บที่ทำมาแท่งยาวๆ แล้วตัดตามขนาด แล้วมากลึงลำกล้องให้เรียวตามต้องการ จากนั้นก็เจาะรังเพลิง ทำโช๊คโดยไม่คำนึงถึงผนังลำกล้อง หนาหรือ บาง หรือโลหะที่ใช้ คุณภาพดีเลวหรือไม่ เพื่อจะได้ลดต้อนทุน
บันทึกการเข้า
เจษ สยป.ตร.
Moderator
Sr. Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 430


www.jeasada.spaces.live.com


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #9 เมื่อ: พุธ 28 มกราคม 2009, 18:20:30 »

ทำไมอังกฤษ ชอบทำปืนลูกซอง และ เป็น ต้นแบบของปืน ตั้งแต่ปลายลำกล้อง ยัน ปลายพานท้าย ถ้าพูดถึงปืนแฝดแล้ว กว่า 80% ที่ออกแบบมาจากโรงงานในอังกฤษ โดยเฉพาะ เครื่อง กลไกการยิง และพานท้าย เพราะ เขาใช้ลูกซองเป็นส่วนใหญ่ จึงชำนาญ ในการ ออกแบบ และการใช้ มาช่วงหลัง สงคราม โลก ครั้งที่ สอง อิตาลี จึงนำหน้า สเปญ ตามมาติดๆ หายใจรดต้นคอเลย ทำ Copy นะ ไม่ใช่ออกแบบแข่งกัน แล้ว เยอรมันละหายไปไหนอ้า ไม่หายไปไหน แต่ เขา ช่ำชอง ไรเฟิลมากกว่า หรือ พวกปืน ประหลาดๆ กระบอกเดียว ยิงนกก็ได้ ยิงหนูก็ได้ ยิงหมูก็ได้ เพราะกระบอกเดียว มี กระสุน3-4 ขนาด หนึ่งลูกซอง สอง ไรเฟิล ต่างขนาดกัน แต่ ยิงไม่ได้เรื่องสัก อย่าง เพราะ กฎหมายควบคุมอาวุธปืน กับ กฎหมายการล่าสัตว์ ของเขา ไม่เหมือนของเรา

อังกฤษ นั้นเป็น เกาะ สัตว์ที่จะล่า ส่วนใหญ่ มักจะอยู่ ทางตอนเหนือ ตั้ง แต่ แคว้นเวล ขึ้นไป จนถึง สกอตแลนด์ กวางเป็นสัตว์ใหญ่ที่สุด ซึ่ง ใหญ่กว่าเก้งไม่มากนัก ปืนที่ใช้ก็เป็นไรเฟิลขนาดเล็กหรือกลาง นั่นเป็นสัตว์ที่ใช้ไรเฟิลล่าได้ สมัยก่อน การล่าหมาจิ้งจอก มักใช้ปืนลูกซอง สมัยนี้ มีการใช้ไรเฟิล ยิงหมาจิ้งจอก เพราะ มีกฎหมายบ้าๆออกมา คือ ห้ามใช้ หมา และ ขี่ม้า ไล่ยิง ดังที่เราเคยเห็น ในหนังสมัยก่อน เขาว่าเป็นการทรมารสัตว์ เมื่อไม่กี่วันนี้ก็มีข่าว พระสวามี ในสมเด็จพระนางเจ้า แห่งเกาะอังกฤษ ยิงหมาจิ้งจอกแล้ว ปล่อยให้มันดิ้น 4-5 นาที แล้วจึงเอาไม้ตีให้ตาย มีภาพออกมา พวก รักสัตว์ ยิ่งกว่าญาติ เลยออกมาประท้วง ส่วนสัตว์อื่นๆ มักจะใช้ ปืนลูกซอง ล่า และ ด้วยความเป็นสุภาพบุรุษ สัตว์ทุกตัวจะต้อง วิ่ง หรือ บิน ปืนอะไรจะทำเช่นนั้นได้ ก็มีแต่ลูกซองเท่านั้น แต่ ลูกซองขนาดเล็กๆ ตั้งแต่ .410 ลงไป นั้น ส่วนมากทำเพื่อ งานวิจัยเท่านั้น คือ ไว้ยิงสัตว์เล็ก เพื่อ เอามา สต้าฟ เก็บตัวอย่าง เพื่อไม่ให้สัตว์นั้นช้ำ ปัจจุบัน ลูกซอง เล็กที่สุดที่ ทำ ก็ ขนาด 9 MM ลูกซองนะ ไม่ใช่ 9 พารา ตัวปืนจะเล็ก 1/3 ของปืนปัจจุบัน และ ยิงได้ แต่ราคาซิท่าน ไม่เล็ก เลย บางยี่ห้อ แพงกว่า ปืนขนาด 12G เสียอีก

และการล่าสัตว์ ของอังกฤษ นั้นพิธีรีตอง มากเหลือหลาย ต้องมีชุด สำหรับเจ้านาย ใส่เวลายิงนก ยิง หมาจิ้งจอก คนบรรจุกระสุนก็แต่งสุดหล่อ แม้แต่คนไล่ราว ยังใส่เสื้อนอกผูกเนคไท้ แต่งหล่อ กว่าเราไปงานแต่งงานอีก ฉะนั้นปืนจึงต้องออกแบบให้สมฐานะกันหน่อย สัตว์ใหญ่ที่ใช้ลูกซองล่าในเกาะ อังกฤษ ก็ หมาจิ้งจอก หลายท่านคงเคยเห็น ที่ ให้หมาเป็นฝูงออกไล่ แล้วขี่ม้าตาม แต่มันไม่น่าจะเป็นการล่าสัตว์ มันน่าจะเป็น แฟชั่นโชว์ มากกว่า ปัจจุบันนี้ห้ามแล้ว อีกวิธี หนึ่ง ก็ เดินหารังว่ามันขุดรูทำบ้านที่ไหน มี ทางเข้าทางออก ไป บ้านเล็ก บ้านใหญ่ กี่ทาง เมื่อ หา ทางออกได้หมดแล้ว ก็ให้คนไป ถือปืนดัก รอไว้ แล้ว ปล่อย หมา ลงรูไปไล่ฟัดกับหมาจิ้งจอกในรู ถ้าหมากลัวก็จะวิ่งออกมา ให้ยิง แต่ถ้ารักตัวสงวนชีวิต ก็อยู่สู้ฟัด กันในรู หมากัดจิ้งจอกบ้าง จิ้งจอก กัดหมาบ้าง กอดกันกลม ไม่ถึงที่สุดยอดไม่ยอมเลิกรา อย่าคิดมาก ไอ้ มือปืนก็รอแล้วรอเล่า ยังไม่ถึง อีกหรือไอ้คุณหมา หมาที่ปล่อยลงไปในรู เขาจะผูกวิทยุไว้ที่คอ เพื่อจะได้รู้ว่า มันเข้าได้เข้าเข็มถึงไหนแล้ว พอเห็นท่าไม่ดี อาจจะโหมเกินตัว อาจตายคาปาก ก็หาจุด ที่มีสัญญาณ วิทยุ แล้วก็ขุดซิครับ จนพบตัว จิ้งจอก กัด หมา หมากัดจิ้งจอก เดินหน้าก็ไม่ได้ ถอยก็ไม่ได้ ถอนไม่ได้ คารู อยู่อย่างนั้น นี่ก็ของเล่นอีกอย่าง ของพวกเขา แต่ ปัจจุบัน ได้มีการออกกฎหมาย ห้าม ล่า หมาจิ้งจอก โดย การใช้หมา หรือ สัตว์ ต่างๆ เพราะ ไม่สม ศักดิศรี ตระกูลหมา ในปัจจุบัน ก็ใช้วิธี ส่องไฟ แล้วก็ พระเดชพระคุณ 7MM Rem Mag .300 Wey จัดการ วันละ 4-5 ตัว มากกว่า เก่า ที่ อย่างเก่งก็ ไม่เกิน 2 ตัว

เอ้า อัน การเมือง เรื่องรัก นักเลงพระ จงอย่าได้กระพริบตา และ หันหลังโดยเด็ดขาด เพราะ ไม่มีเพื่อนแท้และศัตรูถาวร ในวงการนี้ สู้มาสะสมปืนกันดีกว่า ไม่เคยพบหน้าค่าตากันก็ยังแซวกันได้ อย่างเก่งก็แค่ยิงกัน เพราะต่างคนก็มีปืน เลยตัวใครตัวมัน วิ่งกันเองนะคุณ

มาเข้าเรื่องกัน สัตว์ตัวต่อไปที่ทำให้ผู้ดีอังกฤษ ต้องพัฒนาปืนลูกซอง จนถึงจุดสุดยอด ก็คือกระต่าย

เรามักจะพบเห็นมันในช่วงเช้าและเย็น กลางวันไม่ค่อยพบในทุ่งโล่ง ทำไมไม่รู้ไม่เห็นมีคนเอา ปืน พวก .223 อะไรทำนองนั้นหรือ เอา CZ ลูกกรด .22 ติดกล้อง สวารอสกี้ หรือ ชมิดแอนแบนเดิอร์ ไปพาดยิงที่กลางทุ่ง เห็นแต่ชาวบ้าน ชาวทุ่ง หลังจากจัดการอาหารค่ำแล้วก็จัดแจง เอาปืน .22 Lr ที่ตั้งกล้อง เมื่อตอนบ่าย จัดการ เอาปืนมาแล้วหยิบ Parker Hale Moderator Attachment เขียนซะยาว มันก็คือที่เราๆท่านๆ เรียกว่าที่เก็บเสียงนั่นแหละ มาหมุนเกลียวใส่ปากลำกล้อง อยู่อังกฤษ ไม่ผิด อยู่เมืองไทยนะหรือ ทั้งตัวอยู่ในคุก มีแต่มือออกมานอกคุกรับข้าวผัดกับโอเลี้ยง แถม ใช้กระสุน Sub Sonic กันชาวบ้านโวยวายหนวกหูเสียงปืน แล้วขับรถไปทำเลที่หมายตาไว้ ก็ส่องไฟ นั่นแหละ แล้วกรุณายิงหัวนะจะ อย่ายิงท้อง จะเสียรสชาติ นี่เป็นการล่าแบบชาวบ้าน

อีก พวก ก็จะเป็นเจ้าของฟาร์ม หรือ พวก Game Keeper ตนดูแลสัตว์ สำหรับล่า เราก็จัดการ เดินหารูบ้านกระต่ายว่ามันมุดอยู่จุดใด แล้วก็ไปยืนคุมพื้นที่ เวลาคุณกระต่าย โกยแนบออกมา พร้อมแฝดลูกซองในมือ ขนาด อะไรก็ได้ ไม่ใหญ่เกินตัว กระสุนก็ เบอร์ 5-6 เมื่อพร้อม ก็จัดการปล่อยเจ้า Ferret ก็พวกพังพอน ที่เลี้ยงไว้จนเชื่อง และไม่ควรลืมวิทยุติดตัว เจ้าพวกนี้ คือศัตรูตัวร้ายของกระต่าย เมื่อ เจ้ากระต่าย อ่อนหัด หรือ กระต่ายกระดูกอ่อน ก็ตื่นตูม วิ่ง ออกจากรู ไม่คิดชีวิต แต่อนิจจา ชีวิตเจ้าสั้น พอหลบ ดาบหนึ่งได้ ก็พบดาบสอง ก็เราไง โป้ง หรือ โป้งๆ ขาหน้าหยุด ขาหลังวิ่งแซง ตีลังกาแอ้งแม้ง ถ้ารอด ก็ ดาบ สาม เจ้าตูบ นักเก็บศพ ก็ กวดเอาความดีความชอบ มาให้เจ้านาย ถ้ายังรอดไปได้ ก็ แสดงว่า ยมบาล ลืมส่งยมทูตมารับ แต่ถ้า กระต่ายรุ่นเก๋า กระดูกแข็ง มันก็วิ่งเอาเถิดเจ้าล่อ ขึ้นรูนี้ลงรูนั้น วนเวียนอยู่นั่น เจ้า เฟอร์แลด ก็วิ่งกวดติดๆ บางที่ สีใกล้เคียงกันอีก ขืนยิงไป ตายเสียทั้งคู่ ตูข้า เจอ บาทา คนเลี้ยง เฟอร์แลดแน่ ก็ต้องทำใจ ยืนดูมัน โผล่ หน้ามาแง้มดู ผลุบๆโผล่ๆวิ่งขึ้นวิ่งลง ก็จัดการ ปล่อย เจ้าเฟอร์แลดอีกตัวลงไป ที่นี้หายไปไหนหมดอ้า ทั้ง สามตัวเลย มันหายไปไหน เอาวิทยุมาสำรวจหา ก็อยู่ตรงนี้ ใช่แล้ว เอากระสุนออกจากปืน พับแขนเสื้อ ตะโกนดังๆ เอา จอบเอาเสียมมา ขุด ซิท่าน เพราะ กระต่ายอยู่ตรงกลาง เฟอร์แลด ตัวหนึ่งจูบปากไม่ปล่อยเลย อีกตัวเล่นประตูหลัง แล้วมันจะไปไหนพ้น

อีกวิธี ก็ ท่านเจ้าของพื้นที่ อัครมหาเศรษฐี แต่งตัว สุดหรู ทั้งชุด จาก H&H หรือ Purdy มี มีแฝดลูกซอง งามจับตา อยู่ในมือ มีนกหวีด เสียงสูง มาก ห้อยคอ มีสุนัข เก็บศพ เดินนำหน้า เจ้านกเจ้ากระต่ายเห็น ก็ บินพรึบพรับ กระต่ายก็ วิ่งหนีตายสุดฝีตีน ท่านก็ ประทันปืนสั่งพิเศษ ยิงลูกโดดไม่ได้ยิงได้แต่ลูกปราย เจ้ากระต่ายก็ตีลังกาเท้งเต้ง หรือถ้าเจ้าหมา จ้องตาเขม็ง ยื่นหน้า ไปยังพุ่มไม้ หางชี้ตรงแข็งโป๊ก ยกขาหน้า ข้างซ้ายหรือขวาแล้วแต่ถนัด ย้ำ ขาหน้า ถ้าขาหลัง มันจะฉี่นะ แสดงว่า มี สัตว์ ที่ท่านจะล่า หลบอยู่ในนั้น ท่านก็บรรจง เอาเท้าสะกิดมันให้มันวิ่งเข้าใส่ กระต่ายก็จะวิ่งไป ท่านก็จัดการตามระเบียบ

ที่บอกว่าให้ วางกระสุนที่ หัวนั้น เพราะ ถ้าโดนท้องแล้ว บรรดา กลิ่นที่ไม่ต้องการ มันจะแทรกแซงเข้าไปในเนื้อนะ เมื่อ จับน้องนางมา นอนหงาย เพื่อ ปดซิปที่หน้าท้อง อย่าออกแรงเดี๋ยว หมดอารมณ์ เอามีดหงายใบขึ้น สะกิดเบาๆเล้าโลม เปิดช่อง เอานิ้วชี้กับนิ้วนาง สอด เข้าไป ขยายให้กว้าง อย่าคิดมาก เอามีดหงายใบ สอดใส่ระหว่างนิ้ว แล้ว ลากขึ้นหรือลง จาก ทวารหนัก ยัน ดีบโทส คอหอยนะ หลังจากรูดซิปแล้วก็ ตัด ลำไส้หนักตรงปลายทวาร กับ หลอดอาหารกับหลอดลม แล้วจับมือทั้งสอง ของน้องนางด้วยมือซ้าย ขาสองข้างด้วยมือขวา แล้วเล่นท่าสะพานโค้ง ส่วนหลังเข้าหาตัว แล้วหมุนรอบตัวเองแรงๆ หนึ่งรอบ บรรดาสิ่งที่ไม่พึงประสงค์ ก็จะหายไปหมด น้องนางคงหมดแรงแล้ว ก็ เอาไปพักผ่อนในโรงนาสัก 2-3 วัน พอมีกลิ่นจักกะแร้ สาวฝรั่งเศส ก็นำไปถอดเสื้อ ลงหม้อได้

อ้า วันนี้ แล้วซินะ 3 ตุลาคม ของทุกปี เป็นเวลานานหลายสิบปี มากแล้ว

พรึบ พรึบ ปัง ปัง มัน เป็นเสียง ทะยานบินของไก่ฟ้าจีน(Pheasant) และ ตามด้วยเสียงหนักแน่น ของปืนแฝดลูกซอง ที่ไม่ธรรมดาทั้งปืน และ คนยิง ตัวปืนนั้น คงหนีไม่พ้น Holland & Holland แล้วปืนอยู่ในมือใครละ ก็ พระสวามี ใน สมเด็จพระนางเจ้า เอลิซาเบธ ที่ 2 แห่ง อังกฤษ (HRH THE DUKE OF EDINBURGH) เป็นการประเดิม ฤดู การล่า ไก่ฟ้า หลังจาก นั้น เสียง ทะยานบินของไก่ฟ้า กับเสียงปืนก็จะดังระงม ไปทั่วเกาะอังกฤษ เพราะ มันเป็น การเริ่มฤดูล่าไก่ฟ้า จนไปสิ้นสุด วันที่ 2 ก.พ. ของทุกปี หลังจากที่ ท่าน The Duke ยิงในตอนบ่าย ก็คงเป็นเวลาใกล้เคียงขณะนี้ ก็จะมี เฮลิคอปเตอร์ นำร่างเจ้าไก่ หนุ่ม สาว ไปยัง London เพื่อ ปรุงเป็นพระ กายาหาร มื้อค่ำ ใน วัง บักกิ้งแฮม

การยิงนก ในอังกฤษ นั้น มี นกหลายชนิด และ การล่าก็มีหลายแบบ ฤดูการอนุญาต ก็ ต่างเดือนกัน ไก่ฟ้า ก็ดังที่เล่าแล้ว อีกา [Crow] กับนกพิราบ ยิงได้ทั้งปี Grouse ก็จะเริ่ม 12 สิงหาคม Partridge (กะทาดง) และ เป็ดน้ำ เริ่ม 3 กันยายน เป็นต้น

การล่า มีทั้ง แบบ ซุ่มยิง และ แบบ ยิงซึ่งๆหน้า ซุ่มยิงนั้น ก็ไปหาต้นไม้ที่พวกอีกา ทำรังนอน แล้วก็ไปดักรอในพื้นที่สังหาร ตอนเย็นที่มันจะเข้านอน คงไม่ต้องเล่านะว่าต้องทำอย่างไร ที่จะ ทำให้ตัวเองสนุก ส่วนนกพิราบ และเป็ด ก็ไปหา แหล่งที่ฝูงนก ลงกินอาหาร หรือ ดินโปร่ง หรือ หนองน้ำ โดยเฉพาะ เราแอบโปรยอาหารล่อไว้ เมื่อได้โอกาส เราก็ เอานกปลอมไปวางไว้ตามจุด ต่างๆ ในพื้นที่สังหาร ต้องดูทิศทางแสงและทิศทางลมด้วย แล้วเราก็ทำบังไพร ทางเหนือลม เวลานกมาก็จะร่อนทวนลม ก่อนลง ก็เสร็จเรา ปืนแฝดลูกซอง ประเภทนี้ โชค็ มักจะขนาดกลางถึงแคบ ส่วนตัวปืน จะค่อนข้างหนัก 7-7.5 ปอนด์ ลำกล้อง จะอยู่ที่ 28-30 นิ้ว เพราะ ไม่ได้เดิน และ ต้องยิงเป็นจำนวนมาก ในแต่ละวัน

การยิงแบบซึ่งๆหน้านั้น มี สองแบบ แบบแรก ก็ รวมพลคนยิงนก ไปที่ ฟาร์ม ที่เราเป็นเจ้าของ หรือของเพื่อนหรือจ่ายเงิน(ราคาแพงมาก ยิงผิดก็แล้วไป ยิงถูก ตัวละ พันบาทไทย) ช่วงเช้า ก็มีรถ นำไปยัง จุดที่เราจะยืนรอ โดย การยืนเป็นรูปครึ่งวงกลม แล้วใครจะยืนจุดไหน ละ ก็ต้อง จับฉลากกัน ไม่เหมือนคนไทย เวลาไล่ราว ผู้ อาวุโส หรือ ผู้ชำนาญ ก็จะไปยืนที่ดีที่สุด เด็กๆมือใหม่ ไปห่าง จากนั้น อีกฝากฝั่ง ของพื้นที่ ก็จะมี พวกคนงานที่ใส่เสื้อนอกผูกเน็คไท้ ก็จะเดินเป็นหน้ากระดานไล่ราว ส่งเสียงดังเพื่อไล่ บรรดา ท่านนกต่างๆ ให้ไปทางที่ พลพรรค นักล่า ยืนรออยู่ในพื้นที่สังหาร (ถ้าท่าน เคยดู วีซีดี ที่ส่งให้ ก็จะเข้าใจ ท่านที่ไม่เคยดูก็ส่งที่อยู่มา แล้วท่านจะได้ดู) บางท่านก็จะมี ผู้ช่วย เป็น คนบรรจุกระสุนปืนให้ อาจจะมีปืน 2-3 กระบอก ที่ทำออกมาเหมือนกัน ทั้งขนาดและน้ำหนัก ขณะที่ท่านยิงจะไม่รู้เลยว่าท่านยิงกระบอกที่ 1 2 หรือ 3 เพราะ มันไม่แตกต่างกัน ส่วนราคานั้น ก็จะแพงขึ้นไปอีกมาก แล้วก็เกิดปัญหา จาก โรงงานปื
บันทึกการเข้า
เจษ สยป.ตร.
Moderator
Sr. Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 430


www.jeasada.spaces.live.com


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #10 เมื่อ: พุธ 28 มกราคม 2009, 18:22:04 »

ดังมีคำพังเพย ว่า พระอาทิตย์ ไม่เคยพ้นเขตแดนอังกฤษ ดังนั้น เพื่อ การสุนทรี ใน อารมณ์ การล่า ใน อินเดีย และ อัฟริกา ก็ต้องทำปืนขึ้นมาใหม่ เพื่อท่านที่เรียกตัวเองว่าสุภาพบุรุษ นักล่าตัวเล็กๆ ไปต่อกรกับผู้ยิ่งใหญ่ทั้ง5-7 ช้าง แรด ควาย กระทิง สิงโต เสือโคร่ง เสือ ดาว
เรา มาว่ากันต่อ ถึงไหนแล้ว อ้ออย่างนี้ ที่บอกว่า พระอาทิตย์ไม่เคย ตกจาก ดินแดนอังกฤษนั้นก็คือว่า เที่ยวไปยึดประเทศต่างๆมาเป็นของตนเอง ทั้งๆที่บางประเทศไม่ได้ด้อยพัฒนาเลย มีวิทยาการ มาก่อนตั้งหลายพันปี เช่นอินเดีย แต่บังเอิญ มีพระราชามากไปหน่อยเท่านั้น ไม่เหมือนของไทยเรา มีพระมหากษัตริย์หนึ่งเดียว
เมื่อ ไปยึดดินแดนต่างๆมากมาย เมื่อมีเวลาว่างจากสงครามแย่งชิง ดินแดนและ ทรัพยากร ก็คันไม้คันมือไม่ได้ล่าคน มีแต่สัตว์ทั้งเล็กทั้งใหญ่ ปืนในมือ ก็มีแต่ลูกซองที่เอาติดตัวมาจะยิงนกยิงหนู ก็เลยเอากระสุนลูกโดดยิงผิดยิงถูกมั่ง ก็เลยทำเกลียวที่ปลายลำกล้อง ให้ยิงแม่นขึ้น เพื่อจะต่อกรกับแรดและช้าง ก็ยังไม่ได้เรื่อง เลยทะเกลียวตลอดเลย แถม ใส่ศูนย์ หน้า หลัง ก็ดีขึ้น ขนาด 12G ก็ ไม่สะใจ ก็เลย เล่น 10 G 8 G 4 G มันสะเลย แต่ พระคุณเจ้า มันหนักบรรลัยจัก แบกก็ไม่ไหว ยิงก็ไม่ค่อยจะไหว ไอ้ ครั้นจะให้ คนดำ หรือ คน แขก ลูกหาบแบก พอเจอ ช้าง เจอ เสือ หันหลังจะคว้าปืนที่เมื่อสักครู่ ยังยืนอยู่ข้างหลัง ทั้งคนแบกหน้าและ คนแบกหลัง ( ปืนหนักมาก และ ยาวมาก จึงต้องใช้ ตนแบก สองตน ตนหน้าลำกล้องพาดบ่า ตนหลังแบกพานท้าย เวลาจะยิงตนยิงต้องไปยืนหลังตนแบกพานท้าย โดยปืนยังพาดบ่า ลูกหาบ อ่านมาจากไหน ลืมแล้ว) มีแต่ปืนกองอยู่กับพื้น พ่อเจ้าประคุณทูนหัว แปลงร่างเป็นหนุมาร อยู่บนต้นไม้ อีนี่นายจ๋าบังลาก่อน ด้วยประการเช่นนี้ ส่วนปืนไรเฟิลนั้นก็มี แต่เดี่ยว ไรเฟิล Martini-Henry ก็ไหนๆก็ชำนาญ ลูกซองแฝดอยู่แล้วก็แค่เปลี่ยน ลำกล้อง มาเป็นไรเฟิลก็เท่านั้น และมักจะออกแบบ กระสุนปืนชนิดมี Rim คือ มีขอบจานท้าย เหมือน ลูก .38 ลูกโม่นะ และ ชอบขนาดใหญ่ มหึมา เพื่อ เป็นเจ้าป่า กระสุน พวกนี้ ออกแบบมาตั้งแต่ ประมาณปี ค.ศ.1850 สมัยยังใช้ดินดำ Black powderและ Black powder Express อยู่แล้วพัฒนา มาเป็นดินควันน้อย Nitro Express และตัวปืน ก็พัฒนาตามไปด้วยเพื่อทนแรงดันในรังเพลิง ของกระสุนสมัยใหม่ กระสุนบางแบบ จะมีทั้ง มีขอบจานท้ายและไม่มีจานท้าย ไอ้ที่ไม่มีจานท้าย ที่เรารู้จักดี ก็ .375 H&H แถม เอาผ้าขาวม้ามาคาดเอวอีก แล้วเรียกเป็น Magnum ต้องยอมรับว่า กระสุนมีขอบนั้น อังกฤษออกแบบ แต่กระสุนไม่มีขอบต้องยกให้ ยุโรป พวก เยอรมันกับออสเตรีย มีกระสุนไม่มีขอบ บางขนาดที่ เอากระสุนของยุโรปมาตัดต่อพันธุกรรม เพราะต้องอาศัยระบบลูกเลื่อนจากปืนตระกูลมูเซอร์
กระสุนที่มีขอบจานท้ายนั้น เล็ก ที่สุดนั้นน่าจะ .297/230 Morris ที่ออกแบบเมื่อปี ค.ศ. 1882 เพื่อ ใช้กับปืน ทหาร Martini-Henry ขนาด .577/450 โดยการสอดลำกล้องเข้าไป อันปืน Martini –Henry .577/450 นี้ ถ้าท่านได้ดูหนัก เรื่อง ศึกซูลู หรือ สารคดี ที่UBC ก็จะนึกออก (อย่าบอกนะว่ายังไม่เคยดูแล้วให้ส่ง VCD ด้วย อย่าหวัง จงไปติด UBC เสียจะได้มีจานดาวเทียวบนหัว) ทหารอังกฤษ 140 คน สู้กับ ชนเผ่าซูลู 4000ตน ใช้กระสุนไป 20000นัดในปี 1879 วันที่ 22-23 มกราคม แต่มีการค้นพบภายหลังว่าการบรรจุกระสุนในรังไม้อย่าดี แน่นหนา มีโลหะกันน้ำและความชื้น ทำให้ทาหาร ไม่สามารถเอากระสุนออกมาใช้ได้สะดวก
กระสุนที่ใหญ่ที่สุด น่าจะเป็นขนาด .600NE ปืนกระบอกแรก สั่งทำ เมื่อ 23/3/1901 เป็นแฝดไรเฟิล Box Lock แบบ Anson&Deeleyยี่ห้อ Jeffery No 12175 ทำเสร็จ เมื่อเดือน กุมภาพันธ์ ปี 1902 หนัก 15 Lb 10Oz (เกือบ 7 กก) ราคา L 45 เป็นของ Major P H G Powell- Cotton ปืน ยี่ห้อ Jeffery เป็น โรงงานลูกของ H&H และ ปืน ขนาด .600 NEนั้น กระบอกสุดท้าย ที่ มีคนสั่งทำจาก H&H เมื่อปี 1970 ไปแล้วเสร็จ ปี 1975 โดยเพื่อน ข้าพเจ้าชื่อ Mr David Winks ต้อง ลำกล้องเพื่อ เข้าคู่กันได้ เป็นเวลาเกือบ 5 ปี และนั่นเป็นปืน .600 NE กระบอกสุดท้ายที่H&H ทำ ที่ ท่าน พนมเทียน บังคับ ให้นายทหารปืนใหญ่ ถือ เที่ยวป่า ท่านคงไม่รู้หรอกว่ามัน ทรมานแค่ไหนในการที่จะแบกปืนขนาดนั้น กับกระสุน คิดไม่ออกจริงๆ เพราะ คนที่ใช้ปืนขนาดนี้ จะมีตนแบกให้ พอเข้าใกล้สัตว์ ก็รับปืนมา เดินไม่ไกลนัก แล้วยิง สัตว์ จากนั้น ก็ขึ้นเกวียนหรือขึ้นรถ ไม่ได้ถือเดินเป็นวันวัน ดังที่เราเข้าใจกัน (อย่าบอกนะ ว่าต้องเล่าด้วยในการไป Safari ที่ อัฟริกา) แต่ปัจจุบัน ปืนล่าสัตว์ ของอังกฤษ ขนาดใหญ่ที่สุดในโลก แถมเป็นชนิดมี ขอบจานท้ายด้วย เป็น ขนาด .700NE ถ้านึกไม่ออก บอกลูกซองสั้น ก็ขนาด เล็กกว่ากระสุนลูกซอง (.724) นิดหน่อย ยาวประมาณ สัก 3 1/2 นิ้ว ไม่ต้องยิง แค่ปาหัวก็อาจสลบได้
.700NE นั้น วันหนึ่งเมื่อ ปี ประมาณ 1985 อีตา William Feldstein อยู่ที่ Beverly Hills Caf USA ไปหาเพื่อนข้าพเจ้า ว่าอยากได้ ปืนแฝดไรเฟิล ขนาด .600 สักกระบอกมายิงเล่น Mr Winks มองหน้า แล้วบอกว่าเสียใจทำให้ไม่ได้ ก็ไอมีเงินจะสั่งยูทำนะเท่าไรเท่ากัน ป๋าจะไป Safari ให้สะใจ รวยสะอย่างจะทำไม กฎหมู่ กฎหมายไม่ยั่น แต่กลัว กฎอัยการศึกนะ นายWinks ก็ดีใจหาย บอกไม่ได้ แต่ ถ้าอยากได้ปืนแฝดอยู่บน ล้อสายพานจะจัดให้ เฮ้ยไม่ใช่ เรานะทำปืน .600 กระบอกสุดท้ายไปเมื่อปี 1975 แล้วและจะไม่ทำอีก ถ้ายูอยากได้ก็ต้องขนาดเล็กกว่านั้น ไอ้เล็กๆนะไม่ แต่ใหญ่ๆนะอยาก นายวิ้งก็บอกว่า .600 นะทำไม่ได้ แต่ไอมี ขนาด .700 อยู่ในใจ ถ้ายูมีปัญหาต้นแบบกระสุนมา ไอก็มีปัญญาทำปืนให้ยู แน่นะ แล้วอีตา วิลเลี่ยม ก็กลับ ไป อะเมหะริกาไปอ้อนวอน อีตา Jim Bell นักทำ ปลอกกระสุน และ กระสุนโบราณ อีตานี่ก็ ประสาทแดกเหมือนกัน ดันทำ กระสุน ขนาด .700 NE หัวกระสุนหนัก 1000 Grain ( กระสุน .454 &frac 12 หัวรวมกัน) ความเร็ว 2000 แรงปะทะ 8900 เท่านั้น ก็ เป็นอันว่า H&H ต้องทำปืนให้อีตานี่ ถ้าท่าได้ดูหนัง จุลซิกพาคร์ ตอน จะเห็นมีนักล่าสัตว์ ที่ใช้ปืนแฝด แล้วยิงไม่ออก เพราะ กระสุนไม่มีดินปืน ก็คือกระบอกนั้นละ เป็นของ นาย สตีเวน สะติลเบิก
ข้าพเจ้า ยังไม่เห็นประเทศไหน ทำปืนแฝด ไรเฟิลได้ดีเท่าอังกฤษ ทั้งที่ มีหลายประเทศทำ ที่น่าจะดี เช่น เยอรมัน กับออสเตรีย แต่ก็ยังไม่ได้เรื่อง แม้นแต่ อิตาลี่ ก็ยังใช้ไม่ได้ โดยเฉพาะ ปืนแฝดที่ ใช้กระสุน ไม่มีขอบจานท้าย แล้ว อันตรายมากๆ ถ้านำไปล่าสัตว์ อันตราย เพราะ ขอรั้ง เล็กเท่าหัวไม่ขีดเท่านั้น ตั้งแต่ข้าพเจ้ายิงแฝดไรเฟิลมา ตั้งแต่ ขนาด .22LR จน --------- ยังไม่มีกระบอกไหนยิง ระยะ50-100เมตร ได้กลุ่มกระสุนที่น่าพอใจ กลุ่มกระสุนอย่างเก่งก็ แค่ยิงหัวใจ ควายป่า ขนาด ใหญ่ สัก 2-3 กก เป็นอันจบ ปืน ของอังกฤษ ต่อไปก็ ปืนของยุโรป แล้ว


ปืนอังกฤษ ไม่ใช่จะมีแต่ เดี่ยวไรฟิล กับแฝดไรเฟิล เท่านั้น ปืนลูกเลื่อน ก็มี ยี่ห้อ Lee Enfield ไงละ แต่ก็นั่นแหละ ตัดต่อ GMO มาจาก เจ้า มูเซอร์ Lee Enfield ขนาด .303 เป็น ปืนที่กองทัพ อังกฤษ ใช้ตั้งแต่ สงครามโลกครั้งที่ 1 จนสิ้นสุดครั้งที่ 2 มาเปลี่ยน เป็น 7.62 นาโต้ (.308 Win) เมื่อปี 1950 กระสุน .303 เป็นกระสุนมีริม ตูดใหญ่ จึงทำให้ตัวปืนใหญ่ตามไปด้วย แถมคุยว่าขึ้นลำได้เร็วกว่าต้นตระกูล ตั้ง .001วินาทีแน่ พวกโรงงานปืนต่างๆ นอกจากทำปืนเดี่ยวและปืนแฝด ก็มักจะมีปืนลูกเลื่อน ด้วย แต่ส่วนมากจะ เอา ปืนเมาเซอร์ เก่า ๆ ที่ซื้อมาจากเยอรมัน จัดการ กระชากทุกชิ้นทิ้งไป เหลือ แต่ ร่างกาย ส่วนแขน (ก้านลูกเลื่อน)มันเก้งก้างนัก ก็ตัดต่อให้มันสมส่วน จากนั้น ก็ขัดสี ฉวีวรรน ใส่ลำกล้องใหม่ พานท้ายใหม่ จากอีดวง มาเป็น มาดาม ดวงจันทร์ แล้วก็ราคาแพง บรรลัยจัก แพงกว่า ร่างกาย น้องหนู เอ็นฟิล นัก ทั้งๆที่เป็นสายเลือดเดียวกัน
กระสุน อังกฤษ นั้น นอกจาก พวก บรรดาท่านบิ๊กๆ สำหรับปืนแฝดแล้ว ยังมี พวกที่ใช้กับ บรรดา มาดาม ดวงจันทร์อีก และที่ เป็นนาง งามจักรวาล ที่หลายท่านเอาไปเชยชม เหมือน อ----- ก็ .375 H&H Magnum ไง กี่ยุคกี่สมัยก็ไม่มีวันเสื่อม ยิ่งท่านวินอเมริกาน
บันทึกการเข้า
เจษ สยป.ตร.
Moderator
Sr. Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 430


www.jeasada.spaces.live.com


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #11 เมื่อ: พุธ 28 มกราคม 2009, 18:25:31 »

กระสุนของอังกฤษ รวม ถึง โรงงานปืนมีมากกว่าที่เราๆท่านๆเคยได้ยินชื่อ บางที่ก็ไม่เคยได้ยิน แต่ก็ยังมี บางที่ ได้เห็นปืนยี่ห้อนี้แล้วเดินไปตามที่อยู่บนตัวปืน ก็พบ มีตู้โชว์ เล็กๆ อยู่หน้าร้าน เปิดประตูเข้าไป ก็มีทางเดินลงใต้ดินเป็นห้องเล็กๆมืดๆ มีคนแก่ อยู่คน ถามว่าจะซื้อปืนหรือ ถ้าจะซื้อไม่มี ต้องสั่ง และ มัดจำค่าปืนไว้ ขอดูตัวอย่างก็ไม่มี ตูข้าเลย เซกูดบาย ใส่เกียร์ถอย เหยียบคันเร่งสุดตัว

กระสุนที่มีชื่อเสียงของ ท่านศักดิ์นา ยังมีอีกขนาด หนึ่ง เกือบลืมแล้ว ก็ ขนาด .300 H&H Magnum หรือ Holland ‘S Super .30 ไง มีทั้งแบบมีริมและไม่มีริมเริ่มเกิดเมื่อปี 1925 จัดว่าเป็นกระสุนขนาด .30 ที่เป็นสุดยอดความเร็วและแรงปะทะ มากที่สุด ของกระสุนขนาดนี้ เพราะ เมื่อปี 1935 นาย Ben Comfort (ไม่ใช่คนคิด Comfort 100 ตอนรถติดนะ) ชนะการแข่งขัน ยิงปืนระยะ 1000 หลา ที่ Wimbledon Cup Match จึงทำให้คนหันมาสนใจ มีหัวกระสุน หลายน้ำหนักให้เลือก ความเร็วมีตั้งแต่ 2620 – 3600 ความเร็วขนาดนี้ ยังสู้สายตา เพื่อนชาวบ้านป่าที่เที่ยวป่ากับข้าพเจ้าไม่ได้ เพราะ ขณะเดินอยู่ในป่า เขาเห็นเก้ง เดินกินระบัดอยู่ ก็เอาเจ้า Win Mod 70 .300H&H ที่สะพายอยู่บนบ่า มาประทับแล้วบรรจงเล็ง แล้วยิง เปรี้ยงออกไป จากนั้นก็หันมาบอกข้าพเจ้าว่า แหมศูนย์ ไม่ดี กระสุนวิ่งข้ามหลังเก้งไปเกือบฝ่ามือ ดีนะ อยู่ในป่า ไม่อย่านั้นจะถีบสักป๊าบ กลัวแต่ว่าจะไม่มีคนช่วยแบกของนะ เลยยั้งไว้ คนอะไร มองเห็น หัวกระสุน ความเร็ว 2600 วิ่งข้ามหลังเก้ง ได้นี่ ยิ่งกว่าก้วยเจ็งกลับชาติมาเกิด

.300H&H เป็นกระสุนที่ดีมาก แต่ เมืองไทยหากระสุนไม่ง่ายในปัจจุบัน คนเที่ยวป่าไทยโบราณ ชอบใช้ปืนขนาดนี้สำหรับ ส่องไฟยิงระยะไกล หรือ สัตว์ตามหน้าผา พวก โคไพรหรือเลียงผา ฝรั่งมังค่า ชอบใช้ยิงสัตว์ในทุ่งราบ หรือ ตามภูเขาสูงระยะไกล ปลอกกระสุนขนาดเดียวกันกับ.375H&H แต่ลดบ่าให้เรียวเพื่อคาบกระสุนขนาด .30 เท่านั้น จัดว่าเป็นกระสุนความเร็วสูงมากในสมัยนั้น จนเมื่อ อีก 12ปี ต่อมา ท่านเวร เอาไปออกกำลังให้บ่า กว้างขึ้น ใส่กาแฟมากขึ้น ทำให้ วิ่งเร็วมากขึ้น ก็เลย กลายเป็น .300 Weatherby Magnum กำเนิดเมื่อปี 1944 ก็จัดว่า เร็วที่สุด แรงปะทะมากที่สุด สำหรับกระสุนขนาด .30 ต่อมา แต่เหนือฟ้าก็ยังมีฟ้า พี่น้องก็ฆ่ากันเองเพื่อชิงบัลลัง .300 – 378 ของนายเวร ก็ได้กำเนิดขึ้นมา ณ ปัจจุบัน เพื่อ เป็นที่หนึ่ง

.300 H&H Mag นี้ เป็นกระสุนที่น่าใช้มากสำหรับการยิงระยะไกล แรงถีบ เป็นแบบผู้ดี ค่อยเป็นค่อยไป นุ่มนวล เหมือนสาวเจ้าสะดิ้ง แต่พองาม ด้วยการออกแบบปลอกให้ยาวเรียว

.300 Wea Mag นั้น คนอย่างเราๆ รู้จักกันดี จาก คุณหญิง ดาริน ที่ใช้ท่องป่า ล้มลุกคลุกคลาน ก็ยังยิงแม่นเหมือนเดิมไม่ต้องตั้งกล้องใหม่ สุดยอดปืนสั่งพิเศษ ยิงตามความตั้งใจคนยิง .300Wea เอาปลอก .300H&H มาขยายบ่าให้ใหญ่ขึ้น ทำความเร็วให้มากขึ้น แรงปะทะ ก็มากตาม แต่เวลายิงแสนจะดีดดิ้นเป็นสาวสมัยใหม่ ไม่เหมือน .300 Win สั้นม่อต้อ ที่ถีบเป็นม้าดีดกะโหลก

มีพรานป่า ชาว อัฟริกาเล่าว่า (สงสัยพี่แกคงโม้น่าดู) บางที่ยิงแอนทิโลป ด้วย .300Wea ที่ระยะไม่ไกลนัก ตรงรักแร้แดง สัตว์ไม่ยักตาย วิ่งไปอีกไกลมาก สาเหตุเพราะกระสุนมันวิ่งเร็วจัด ทะลุตัวสัตว์ไปเลย มันจึงไม่รู้สึกว่าถูกยิง ที่วิ่งเพราะตกใจเสียงปืน จนหมดเลือด ตาย

เคยเข้าไปอ่าน WEB ชุมชน หนองน้ำแห้ง มีอยู่ตอนหนึ่ง บอก ว่า ดารินใช้ ปืนขนาด .300Wea ถ้ากระสุนหมด ยังขอยืม กระสุน .30-06 ของลูกหาบมาใช้ได้ ซึ่งเป็นความเข้าใจผิดมากๆ อย่างให้อภัยไม่ได้ เพราะ กระสุน .30-06 มีแต่หัวกระสุนเท่านั้นที่ใช้แทนกันได้ แต่ตัวปลอก .300 ใหญ่กว่า.30-06 มากนัก ทั้งยาวทั้งใหญ่ เหมือน พระอภัย ขอนอนกับนางยักษ์ ขณะลืมแปลงกาย ยัดเข้าไปก็หลวมโครกเคก กระสุนที่ใช้แทนกับได้ ก็คือ .300H&H เอาไปยิงในปืน .300Wea แต่ความเร็ว ก็จะน้อยกว่า .300H&H ยิงด้วยปืน .300H&H แล้วเมื่อยิงในปืน .300Wea แล้ว ปลอกก็จะบวมใหญ่เท่า .300Wea แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็แล้วแต่ ไม่ควรทำถ้าไม่ถึงที่สุดจริงๆ

.300 H&H เป็นกระสุนที่ข้าพเจ้า ชอบมากอีกขนาดหนึ่ง

ณ. ปัจจุบันนี้ อังกฤษ ห้ามประชาชนมีปืนสั้นในครอบครอง เพราะ เมื่อ เกือบ 10 ปี มีคนเอาปืนสั้นไปยิงเด็กนักเรียนตายไปหลายคน ก็เลยเกิดกระแส หาเสียง ออกกฎหมาย ห้ามประชาชนมีปืนสั้น แม้นแต่ .22สำหรับแข่ง
HRH The Duke Of Edinburgh ก็ทรงไม่เห็นด้วย กับ กฎหมายนี้ ท่าน ตรัสว่า ถ้ามีคนเอามีดทำครัวหรือไม้เบสบอล ไป วิ่งไล่แทงไล่ตี ฆ่าเด็ก ใน ร.ร. แล้วมีต้อง ยึด ทั้งมีดทั้งไม้หมดประเทศหรือ เมืองไทยเราดีกว่าเขามากนัก โปรดอย่าบ่นกันนัก เรื่อง เสรีภาพ การครอบครอง ปืน
บันทึกการเข้า
เจษ สยป.ตร.
Moderator
Sr. Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 430


www.jeasada.spaces.live.com


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #12 เมื่อ: พุธ 28 มกราคม 2009, 18:29:58 »

พวกบรรดาปืนแฝดทั้งลูกซองและไรเฟิลนั้นไม่ใช่ยุโรปไม่มี มันย่อมมีแน่นอนแถมมีแบบมากกว่าที่ใดๆด้วย ไม่ว่าจะแฝดซ้อนแฝดขนาน แฝดสามแฝดสี่ สารพัดผสม สายพันธุ์ น่าจะตั้งชื่อว่า ปืน สวิงกิ้ง ก็มันมั่วแหลก ลูกซองผสมไรเฟิลตัวต่อตัว หรือสองรุมหนึ่ง สองลูกซองหนึ่ง ไรเฟิล สองไรเฟิลหนึ่งลูกซอง หรือแบบลงแขก กระบอกเดียว มี 3-4 พันธุ์ ทั้งพันธุ์แท้พันธุ์ทาง วุ่นวายไปหมด มีลูกซอง 2ขนาด ไรเฟิล 2ขนาด หรือ ลูกซอง ผสม ไรเฟิล แถม .22LR เวลาขนกระสุนไปคงจะลำบากน่าดู ปืนกลุ่มนี้มักเป็นสัญชาติเมืองเบียร์ ถ้าเป็นแดนมักโรนีกับกระทิงดุ รวมทั้งเมืองน้ำหอมและอาณาจักรนาย จอน [ FN เบลเยี่ยม] จะไม่ค่อยทำซับซ้อน แบบนี้ พวกเขาชอบเป็นโสด (เดี่ยว) หรือ ผัวเดียวเมียเดียว (แฝดซ้อนลูกซองกับไรเฟิล) หรือ เลสเบี่ยน (แฝดไรเฟิล แฝดลูกซอง ขนาดเดียวกัน ธรรมดา)
ส่วนระบบกลไกก็มักจะใช้พิมพ์นิยมจากอังกฤษ มีออกแบบเองบ้างแต่ก็นิยมอยู่ในวงแคบๆ เท่านั้น เราๆท่านคงไม่คิดจะใช้และไม่รู้จะเอาไปใช้ทำอะไรด้วยเลยถือโอกาสเบี้ยวไม่เล่า เพราะรูปก็ไม่มีบรรยายก็ลำบาก บางที่เราเองยังลืมเลยว่าจะใช้ยิงยังไง ที่มีการปรับปรุงมากก็ระบบ ขัดกลอน [Lock] ต่างออกแบบมามากมาย
ปืนแฝดซ้อน เท่านั้น มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากจาก ต้นกำเหนิด [ Boss และ James Woodward] มีทั้งใช้ชุดลั่นไก และ กลไกเดิม แล้ว เปลี่ยน ชุดขัดกลอน ใหม่ หรือ ใช้ชุด ขัดกลอนเดิม แต่เปลี่ยน ชุดลั่นไก กับ กลไก ใหม่ ชุดลั่นไกกับพานท้าย ถอดเข้าถอดได้ ถ้าท่านได้อ่านหน้าต้นๆของกระทู้นี้ก็จะพอเข้าใจ ถ้าไม่เข้าใจก็แล้วไป อยากไม่ถามเอง
ส่วนยี่ห้อปืนพวกนี้ นั้น ถ้าเมืองกะทิงดุ ก็ต้อง ยกให้ AyA เมืองมักโรนี ก็ ปืนกลุ่มทุน Beretta เมืองนายจอนก็ ปืนที่เขาออกแบบเอง FN Browning และ Francotte และ Lebeau-Courally เมืองแห่งดนตรี ก็ Mannlicher-Schoenauer เมืองเบียร์ ก็ต้องนี่เลย บรรดากลุ่มช่างตีเหล็ก เยอรมั
บันทึกการเข้า
เจษ สยป.ตร.
Moderator
Sr. Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 430


www.jeasada.spaces.live.com


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #13 เมื่อ: พุธ 28 มกราคม 2009, 18:30:31 »

ปืนที่ ลอกเลียนแบบหรือดัดแปลงให้รูปทรง และ ระบบขัดกลอนและ เซฟ ให้ดีขึ้น ก็มีความยาว 8.75นิ้วตามที่ได้เล่าแล้ว แต่โรงงานปืนสามารถ แก้ไขหน้าลูกเลื่อนให้จับจานท้ายกระสุนให้แคบหรือกว้าง ตั้งแต่ .222 ถึง .375H&H .458 Win ได้ เว้าโครงปืนส่วนหน้า เพื่อ บรรจุกระสุนตามที่เล่าไปแล้ว แต่ตอนนี้ Mark X น่าจะมาแรง เพราะ FN Browning ก็ซื้อโครงปืนของ Mark X แบบเพิ่งหล่อเสร็จและแต่งหยาบๆมา ไว้สำหรับ ปืนไรเฟิล สั่งพิเศษ ในตระกูลเมาเซอร์ เพราะ Mark X ก็ Copy มาจาก Browning Series Supreme อีกที และ คุณเรมี่ Reminton ก็ออกปืนโมเดลใหม่มา เป็น Copy Mauser ก็จ้าง Mark x ทำให้น่าจะทั้งกระบอก ในเมืองไทย ปืน Mark X ที่เคยพบ ก็มี .308win .30-06 .375 H&H .458 Win เป็นปืนที่ดีมาก ราคาประหยัดกว่า Browning มากนัก และ ดู ก็ไม่ต่างจาก Browning Supreme ยิงก็ไม่ต่างกันเท่าไร แต่ งานช่างหยาบเล็กน้อย ปืนที่ใช้ระบบ เมาเซอร์ในปัจจุบัน ที่ใช้กระสุนขนาดใหญ่ที่สุดทำออกมาแล้วนำไปล่าสัตว์ได้ก็ เป็น HEYM Mod SR 20 ขนาดกระสุน .600 NE ครับท่าน ทีนี้แล้วไอ้ปืน มูเซอร์ แท้ๆจาก โรงงาน Oberndorf ดันมี ปืนขนาด .458 พ่อวินนี่ได้อย่างไร มันเกิดจาก ปี 2510 และ 2518 ที่ เราๆท่านๆรู้กัน ถ้าไม่รู้เกิดไม่ทันก็แล้วไป เอาบอกก็ได้ ก็เป็นปีที่เขาให้เอาปืนเถื่อน ขนาดและน้ำหนัก ตามที่กฎหมาย กำหนด เช่น ไม่ใช่ปืนสงคราม คือ ชนวนกลางที่บรรจุเองก็โอโต้ น้อยโอโต้ใหญ่ ต้องยึด(ก็มีหลุดรอด พวก M1) และ ขนาดหน้าตัดไม่เกิน .45 ทั้งปืนสั้นปืนยาว ถ้าเกินก็ยึด ก็มีหลุดรอดในบางจังหวัด ก็อนุญาตให้นำมาขึ้นก็ออกใบ ครอบครอง ป4 ให้ไป นี่เป็นช่องทางทำให้เกิด มูเซอร์ .458 วินนี่ แถมมี .458 คุณแจ็กหลอด คือ ยาวกว่า .458 วินนี่เล็กน้อย หลังจาก นาย แจ็ก หลอด [ Jack Lott]มาเที่ยวเมืองไทยไม่นาน การทำนั้นไม่ยาก เพียงแต่ หาซื้อปืนมูเซอร์ ขนาด 7x57 8x57 9x57 เหล่านี้ มาถอด เอาลำกล้องเก่าออก แล้วเอาลำกล้อง ขนาด .458 วินใส่เข้าไป หน้าลูกเลื่อน ก็เจียให้ กว่างขึ้น พอสามารถ งับจานท้าย .458ได้ ทีนี้ก็เอาดินน้ำมัน แปะตรงจานท้าย แล้วก็ดันเข้ารังเพลิง ถ้าปิดลูกเลื่อนไม่ได้ ก็แก้ไข ถ้าปิดได้ รื่น ก็ดูว่ามีดินน้ำมันตกค้างหรือเปล่า ถ้ามีมากก็ใช้ไม่ได้ หน้าลูกเลื่อนห่างจากจานท้ายมากไป ต้องปรับ เฮดสเปด ให้กระชับ จากนั้น ก็เอาไป ผูกกับยางรถเก่าๆ คงไม่บ้าไปมัดกับยางที่ยังอยู่กับรถนะ แล้วบรรจุกระสุน ผูกเชือก ที่ไกปืน แล้วเดินห่างๆ จากนั้นก็กระตุกเชือกยิงซิครับ ความแม่ยำไม่ต้องดู เอาแค่มันยิงได้ไม่ ไม่ระเบิดมือฉีกก็พอ ลองจะแน่ใจว่าใช้ได้ ก็มาทำพานท้ายใส่ ส่วนมาก พานท้ายมักจะแตก เพราะ ช่างไม่ชำนาญนัก ไม้ไม่ดีนัก ถึงแม้จะมีอุปกรณ์ กาว การอัดให้แน่นก็ตาม มีมากที่ไม่แตก เพราะไม่ได้ยิง นอกจาก ใช้ โครงปืน มูเซอร์ แล้วก็มี FN บ้าง CZ ZKK บ้าง และยิ่งเป็น Win M 70 Pre 64 เห็นแล้วน้ำลายหยดติ่งๆเลย จงรีบเช็ดปาก แล้วร้องไห้ เพราะ .458 Win Mod 70Pre 64 นั้นเข้าใจว่าไม่มีในเมืองไทยครับ สงสัยไอ้หมอนี่ขี้คุยอีกแล้ว ตามหน้าหนังสือก็มีทดสอบนี่นา ครับมีแต่ เป็น .458 Win Mod 70 Post 64 เราชักจะเล่ามากไปแล้ว เดี๋ยว แควนๆ ต้อง ส่ง ข้าวผัด โอเลี้ยง ขอจบแค่นี้ มีปืนที่พบในเมืองไทย ที่ใช้ โครงปืนของ มูเซอร์ เป็นขนาด .375 H&H Mag แต่ดูแล้ว เหมือน .30-06 เท่านั้น เพราะ เขาทำลำกล้องเล็กมาก พานท้ายก็เล็กมาก ปืนเบามาก ที่ต้องทำเบาเพราะเขาใช้เดินล่าสัตว์ และทางยุโรป อากาศหนาวพวกเสื้อผ้าก็หนักมากแล้วอุปกรณ์ ต่างๆก็มาก จึงพยายามทำปืนให้เบา และ ก็มีปัญหาเพราะ ยิงไปสองสามนัดกลุ่มกระสุนก็แตกแล้ว เพราะลำกล้องบางมาก เวลาตั้งศูณย์ เปิด หรือ ศูณย์ กล้อง ต้องใจเย็นมากๆ ยิงไป สองนัดแล้วต้องนั่งรอจนปืนเย็นแล้วยิงใหม่ ทำให้การตั้ง ศูณย์ ไม่ดีเท่าที่ควร ลำบากมากนัก ขายดีกว่า เลยไม่เหลือสักกระบอก ปืนดังกล่าว เช่น Ferlhch Dschulnigg จาก Austria ยีกาโด้ และ Anschutz ขนาด .375H&H ทั้งธรรมดาและ ไม้เต็ม จากเยอรมัน และ Masketeerมีอีก2-3ยี่ห้อจำไม่ได้แล้ว จากแยงกี้

ต่อไปก็ถึงปืนสังหารจาก แยงกี้แล้วที่ไม่ได้เล่าเรื่องปืนลูกซองมากเหมือนไรเฟิลนั้นเพราะ ลูกซองเล่าตอนแรกๆยังเขินอยู่ ไม่บ้าจิ้มแป้นเหมือนตอนนี้
ไม่ใช่หรอกครับล้อเล่นนะ นั่นเป็นบางส่วนเท่านั้น จริงๆแล้ว คนที่เล่นลูกซองต้องมีทั้ง ศาสตร์ และ ศิลปะ อยู่ในจิตใจ เนื่องจาก ปืนลูกซองนั้น มีทั้งลวดลายที่งดงาม แม้นแต่ปืนเดี่ยวที่ชาวบ้านใช้กันก็มีการตอกลวดลายลงไปไม่มากก็น้อย สัดส่วนรูปทรงต้องกลมกลืน อ่อนช้อย ไม่ กระโดกกะเดก แข็งเป็นไม้ท่อน
ศาสตร์ หมายถึงการสร้างปืน ไม่ต่างจาก ชุดสำหรับไปงานเต้นรำ ต้องหาผ้า หาช่างออกแบบ และ สั่งตัดวัดตัวก่อน จากนั้นอีก 3-4 วันก็ต้องมา ลองเสื้อที่ตัดหยาบๆให้ช่างดูว่ามีส่วนขาดส่วนเกินไม่สมส่วน ดูแล้วมาสง่า ก็แก้ไขเสีย จากนั้นเมื่อ เสร็จก็จะใส่พอดีตัวไม่สามารถแก้ไขใดๆได้เลย มีที่แก้ไขได้ก็แค่ ขากางเกงหรือขอบกระโปรงให้ยาวลงหรือสั้นขึ้น หรือ แขนเสื้อเล็กน้อยเท่านั้น ทำอะไรไม่ได้มากกว่านี้ อีกอย่างที่ทำได้ก็แค่ซักให้สะอาดเท่านั้น
ศิลปะ นั้นก็ คือการออกไปเต้นให้สวยงาม ตามจังหวะ
ที่กล่าวมาหมายถึง เมื่อ สั่งปืนลูกซองมาแล้วไม่ว่าจะสั่งพิเศษ หรือ งานโหล ก็ไม่มีอะไรให้เปลี่ยนแปลงมากนัก ได้มาแล้วก็จบเลย และเราไม่สามารถจะดัดแปลงอะไรได้อีกอย่างเก่งก็ตัดพานท้ายหรือเสริงยางให้ยาวขึ้นเท่านั้น และ แล้วการใช้งานก็แข็งกระด้างไม่ได้เด็ดขาด ต้องเป็นไปตามการเคลื่อนไหวออ่นไหวไปตามจังหวะ ของร่างกายและเป้าที่เราจะยิง นี่คือลูกซอง
ส่วนไรเฟินนั้น ต้องบึกบึนออ่นนอกแข็งใน ลุยไปสุดหล้าฟ้าเขียว เหมือนที่ท่านซื้อชุด Camel Trophy Adventure สำเร็จรูปมา แล้วจะตัดสั้นปล่อยยาว ทั้งขาและแขน พับขึ้นพับลง ขายาวไปก็รูดซิปให้เป็นขาสั้นก็ได้ บุกน้ำลุยโคลไปทุกที่ ตามใจฝัน ก็ไม่มีคนว่าอะไร ชุดเหล่านี้ก็มีแต่สั่งผ้าที่ดีหรือไม่ดี กระเป๋ามากหรือน้อย มีลวดลายสีสันมากมาย ก็หมายถึงปืนไรเฟิล ที่โรงงานทำออกมาแล้ว ถ้าท่านไม่พอใจ พานท้ายไม่สวย ก็หาสวยๆมาใส่ไม่ยาก หรือ พานท้ายสวยมาก ก็หาพานท้ายสังเคราะห์ มาใส่ออกใช้งาน ศูนย์เปิดไม่มีหรือหรือมีแต่ไม่ได้เรื่อง ก็หามาใส่ใหม่หรือหาศูนย์กล้องมาใส่ตั้งแต่ราคา ไม่ถึงหมื่น จน ถึงแสน บางที่ลูกกรด.22 ซีแซด ดันใช้ ฐานและแหวน จาก อีเวร หรือ มีเร็ด และกล้อง เลียวโพ หรือ สวารอฟกี้ หรือ 10/22 คาก ดันใช้ กล้อง ชมิดแอนเบนเดอร์ สไนเปอร์ อุปกรณ์ ตบแต่งมีมากหลาย ที่จะสรรหา มาใส่ จึงมีเรื่องมากมายที่จะเล่า หรือใช้
แต่จุดด้อย ก็คือ จะหาอุปกรณ์ จากที่ไหน และ จะมีร้านไหนสั่งปืนมาให้เล่น เพราะกลัว ปืนไรเฟิล ติดลำกล้อง จะไปยิงหัวคน ใบ ป2 จึงไม่ออกซักที เลย ตกม้าตาย ก็ต้องหาจากคุณชายเก่าๆนี่แหละเป็นดังนี้ จึงมีเรื่องเล่า มากกว่าลูกซอง และ ยังมีเรื่องเล่าจากยุโรปอีกเล็กน้อย ขอต่อ ก่อนถึงแยงกี้ ก็ ต้องบอกว่า ปืนในแถบยุโรป ปัจจุบัน พยายาม ออกแบบมา เพื่อสนองตอบกับปัญหาเรื่องกฎหมาย จึงทำปืนลูกเลื่อน ให้ สามารถ เปลี่ยนลำกล้องได้หลายๆขนาดกระสุน แต่ก็ไม่มากนัก เพราะติดปัญหาเรื่องจานท้ายกระสุน การออกแบบมาจึงคำนึงถึงกลุ่มกระสุนที่มีขนาดจานท้ายที่เท่ากัน แต่ขนาด หัวกระสุนกับความยาวกระสุน ไม่มีปัญหามากนัก ปืนที่เป็นลูกเลื่อน แล้วสามารถเปลี่ยนลำกล้องได้ก็ มี Blaser R 93 และ Sauer Mod 200 Mod 202 นายคนที่ออกแบบ Sauer 200 นั้น ไม่ใช่ใคร เขาเอา หลักการการออกแบบ ปืนลูกซอง PERAZZI มาใช้ เพราะเป็นคนออกแบบคนเดียวกัน คือลำกล้องปืนถอดได้โดยง่าย จริงๆแล้วรุ่น 200 ถอดไม่ได้ แต่มาเป็น 202 จึงถอดได้ และ พานท้ายถอดได้ เหมือนปืน PERAZZI โครงปืนมีลักษณะแบน ปืนกระบอกต้นแบบเป็นขนาด .300 Win และปุ่มลูกเลื่อนเป็นไม้ เขาทดลองออกแบบและ ทำ ในโรงรถ ที่ เมือง โบโรญ่า อิตาลี่ และ เมื่อ โรงงาน Sauer สนใจก็ขอซื้อแบบไปผลิตขาย เมื่อเล่าถึงปืนยุโรปแล้ว ถ้าไม่เล่าถึง ปืน มานลิคเคอร์ ชเนาเออร์ [ Mannlicher – Schoenauer ]ที่ ตาเกิ้น แห่ง ล่องไพร ใช้ขนาด 6.5x53 มม แล้วละก็จะกระไรอยู่ แต่ความรู้เรื่องปืนยี่ห้อนี้และแบบนี้ ข้าน้อยมีความรู้น้อยมาก เพราะ พยายามจะหาแต่ขนาด 6.5x53 ที่สภาพดีๆก็ไม่พบ มีแต่ .30-06 ก็ไม่ใส่ใจ แล้ว พอมาถึงปัจจุบันก็นึกให้เสียดายมีโอกาสแล้ว ทำไม่ไม่เก็บไว้ ด้วยราคาไม่ถึง .22 CZ ในปัจจุบัน เลยต้องคัดลอกจาก หนังสือท่าน วิจิตร อีกแล้ว บางส่วน
แบบลูกเลื่อนของมานลิคเคอร์ ซึ่งใช้สร้างปืนไรเฟิลของมานลิคเคอร์แห่งประเทศออสเตรีย จัดอยู่ในจำพวกแบบลูกเลื่อนหมุนตัว โดยการยกและกดก้านลูกเลื่อน ( Turn-Bolt Type ) เหมือนกัน แต่เป็นลูกเลื่อนอีกแบบหนึ่งต่างหากซึ่งมิได้ลอกแบบมาจากเมาเซอร์ ข้อแตกต่างระหว่างลูกเลื่อนแบบเมาเซอร์และลูกเลื่อนแบบมานลิคเคอร์ซึ่งพึงสังเกตเห็นได้ชัดก็คือ ลูกเลื่อนแบบเมาเซอร์นั้น เวลาปิดลูกเลื่อนก้านของลูกเลื่อนจะอยู่นอกแผ่นสะพานเหล็กหลังของโครงปืน ( Receiver Bridge ) ส่วนลูกเลื่อนแบบมานลิคเคอร์ในเวลาปิดก้านของลูกเลื่อนต้องวิ่งผ่านตัดสะพานหลังเข้าไปอยู่ในโครง
เนื่องจากเหตุที่ไรเฟิลของมานลิคเคอร์ต้องดันก้านลูกเลื่อนตัดสะพานหลังโครงเข้าไปนี้เอง จึงทำให้เสื่อมรสนิยมในการใช้ลงไป เพราะการปิดและเปิดลูกเลื่อนต้องเอื้อมมือออกไปไกลประการหนึ่ง และอีกประการหนึ่งอันสำคัญก็คือ ในสมัยนี้มีการนิยมใช้ศูนย์กล้องในการยิงกันมาก การที่มานลิคเคอร์ขาดสะพานโครงปืนนี้ จึงเป็นการยากที่จะคิดกล้องให้ได้ดีและให้สวยงามเหมาะเจาะกับปืนได้
มาในรุ่นหลังๆ ม.ฮะ ได้สั่ง Mannlicher- Schoenauer M 72 Mod S/T ขนาด .375 H&H ที่ผลิตออกมาเมื่อปี 1972 ที่แตกต่างจากรุ่นเก่าก็ ชุดลูกเลื่อน เหมือนปกติทั่วไปที่ก้านลูกเลื่อน จะอยู่หลังโครงปืนหลัง เหมือน กับ ปืนเมาเซอร์ แต่ ขอรั้งจะเล็ก และ หัวขัดกลอนจะเป็นเขี้ยว หกเขี้ยว ฝังตัวเข้าไปในโครงปืน ก้านลูกเลื่อน ก็ยังคงสัญญาลักษ์เดิม เป็นแบบช้อนรองเท้า เซฟอยู่ท้ายลูกเลื่อน เป็นเหมือนหางปลาหมึก แปลกมาก และคงมีรุ่นเดียวที่ทำ การเข้าเซฟก็ใช้หัวนิ้วโป้งกดปีกทางขวาลง จะปดเซฟก็กดปีกทางซ้ายลง ลำกล้อง ก็ยังคงเจียรเป็นเกลียว สวยงาม รมดำสุดแสนยอดเยี่ยม ยิงนิ่มดีมาก แม่นมากๆ แต่ หนักบรรลัยจัก เลยขายไป ถูกกว่าปืน9มมพลาสติกสมัยนี้
ต่อมา ม.ฮะก็สั่งมา ก็เป็น Steyr Mannlicher Mod S Mod S/L Mod SSG บ้าง และ กระสุนก็มักจะเป็น ขนาด .223 วิน .30-06 และ .270 วิน ลักษณะ ลูกเลื่อน ปกติทั่วไป แต่ ปลายลูกเลื่อน จะเป็นแท่งโด่เด่ ไม่มีเขี้ยวขัดกลอน มีขอรั้งเล็กๆ แล้วจะยิงยังไง เอาอะไรขัดกลอน ก็ไอ้เจ้าเขี้ยวขัดกลอน มันดันอยู่ที่ท้ายลูกเลื่อนตรงหน้าก้านลูกเลื่อน แม็ก ก็ เป็น แบบโรตาลี่ ถอดเข้าถอดออกได้ และก็หายง่ายด้วย ดังที่มีขายทั้งเก่าทั้งใหม่ในปัจจุบันนี้
บันทึกการเข้า
เจษ สยป.ตร.
Moderator
Sr. Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 430


www.jeasada.spaces.live.com


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #14 เมื่อ: พุธ 28 มกราคม 2009, 18:33:22 »

อเมริกา ตั้งแต่ก่อนประเทศนี้จะก่อกำเนิด เกิดขึ้นมาก็มีแต่การรบราฆ่าฟันจวบจนปัจจุบันก็ยังเที่ยวทำสงครามฆ่าฟันกับทุกคนที่มองหน้าไม่ต่างจาก พวกนักเรียน อาชีวะ หรือ แก็ง มอเตอร์ไซน์ ก่อนเกิดประเทศก็รบกับบรรดา DNA ของตัวเองผู้ให้กำเนิด และ ต้นตระกูล จากนั้นแล้วก็รบกับเจ้าของแผ่นดิน ผู้เป็นม้าอารี (อินเดียนแดง)พอโตขึ้นก็เป็น อันธพาล วางก้ามเที่ยวตบหัวชาวบ้านไปทั่ว แล้วยัดเหยียดว่าเขาเป็นโจรก่อการร้าย ต้องทำลายล้าง เพื่อนายทุน ที่ต้องการแล่เนื้อเพื่อชำระหนี้ ดั่งบทละครเรื่องเวนิชวานิช
ฉะนั้น จึงต้องคิดสร้างอาวุธที่จะทำลายล้างให้ได้มากที่สุด จาก ปืนลูกโม่ ดินดำ PeaceMaker จน ถึงระเบิดปรมาณูให้มันซะใจสุดๆเท่าที่จะสรรหามาทำลาย
ด้วยประการเช่นนี้ สุดยอดปืนของแยงกี้ก็หนีไม่พ้น ปืนที่ออกแบบมาเพื่อไล่ล่าฆ่าคน โดยเฉพาะ ปืนสั้น อันหาที่ติมิได้ ไม่ว่าจะเป็น ค้อน ซิงเกิลย์ .45 LC ไอ้ โอโต้ 1911 และนาย สมิท ดับเบิล จากนั้นก็ บรรดา ท่าน เอ็ม ทั้งหลาย ไม่ใช่เอ็ม ของ ซอน คอนนารี่ ที่ รีทายไม่รีเทินไปแล้ว (007) จุดประสงค์ ก็ทำเพื่อลายล้างทั้งนั้น แม้นแต่ ลูกซอง ก็ต้อง ใส่ลูกมากๆ ทั้งป้ำ คานเหวี่ยง และ ออโต้ อีกอย่างก็เป็น ลูกเลื่อน ของ มาลิน มอนโหล ไว้ยิงห่านที่สุดแสนจะบินสูงๆแล้วก็ตาม
ไอ้แฝด สองนัดนั้นหายาก ที่เป็นที่ยอมรับก็ มี เจ้าวิน รุ่น 21 กับ L.C. Smith และ Paker ส่วนเครื่องยนต์กลไก ก็ เป็นแบบ Box Lock ก็ยืมมาจากอังกฤษ เมืองไทย ที่พอจะพบเห็น ก็ Win Mod 21 แท้ๆ กับ Parker Copy จาก ยุ่นปี้ เท่านั้น
ส่วน แฝดไรเฟิล นั้น สบายๆ สะตาย เบิอดๆ ง่ายมาก ซื้อปืนลูกซองแฝด ของ แดนกระทิงดุ มาถอดลำกล้องออกแล้ว ใส่ลำกล้องไรเฟิลเข้าไป ยิงไม่กี่สิบนัดก็กลายเป็น Self Open เปิดได้เอง ไม่ต้องออกแรง เวลาปิดก็ไม่ต้องมีคนช่วย แต่ปัจจุบัน มีการออกแบบประหลาดๆ เช่น โครงปืนที่เป็น เหลี่ยมๆแบนๆ ก็ทำออกแบบให้มันกลมเสีย งั้นๆ ก็คงไปได้ไม่ไกลเท่าไร ทั้งลูกซองและไรเฟิล แต่จะว่าไปก็มีปืนที่ออกแบบมาได้ดีสำหรับปืนไรเฟิล ก็เจ้า 12ลิ้นทองไง { WIN M 1894} ก็ยังคงเป็นปืน ที่ภาคภูมใจหนักหนาว่าปืน นี้ข้ากำจัด ม้าอารี ได้ราบคาบ และแล้วในปี 1898 เกิดสงคราม กับแดนกระทิงด
บันทึกการเข้า
หน้า: [1] 2
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.5 | SMF © 2006-2008, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!